
ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาคบังคับเพื่อส่วนรวม
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
หากกล่าวถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบภาคบังคับ (Mandatory PVD) บางท่านอาจยังไม่คุ้นมากนัก เพราะเป็นแนวทางใหม่ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานของการออมเงินเพื่อวัยเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกรูปแบบหนึ่ง จากปัจจุบันเป็นการออมแบบสมัครใจ โดยก้าวต่อไป คือ จะเป็นภาคบังคับการออมเพื่อเกษียณอายุ
ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหารือแนวทางการจัดตั้ง Mandatory PVD โดยวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งนี้ คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในวัยเกษียณอายุให้สามารถมีเงินออมและพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะดีต่อโครงสร้างการออมเพื่อเกษียณอายุของไทย โดยขณะนี้สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น และในคอลัมน์ฉบับนี้ ผมขอแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการจัดตั้งเพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้ลงทุนทุกท่าน
แนวทางบริหารของ Mandatory PVD คือ การออมภาคบังคับที่ได้เพิ่มแรงจูงใจทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างด้วยการให้สิทธิประโยชน์จากทางภาษีโดยนายจ้างที่นำเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสามารถนำมาหักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับลูกจ้างนำเงินที่สะสมเข้ากองทุนมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้เช่นกัน
โดยแนวทางการบริหารของ Mandatory PVD ตามที่ได้หารือกันนั้น แบ่งแยกแนวคิดออกมาเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การบริหารงานแบบ Centralize หรือการบริหารแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คือการรวมเงินลงทุนของสมาชิกมาไว้ที่ศูนย์กลางและจัดตั้งหน่วยงานของภาครัฐขึ้นมา
บริหารเงินลงทุนดังกล่าว
อีกแนวทาง คือ การบริหารแบบ Decentralize หรือ Employee Choice นั่นหมายถึงสมาชิกสามารถเลือกบริษัทจัดการที่ตนเองพอใจได้ หากผลตอบแทนไม่ดี ก็สามารถเปลี่ยนบริษัทจัดการได้เอง ซึ่งผมมองว่า โอกาสที่บริษัทจัดการจะบริหารเงินและได้รับความเสียหายพร้อมกันค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยากหากเทียบกับการบริหารงานแบบ Centralize เพราะจะยังคงมีการแข่งขันระหว่างบริษัทจัดการด้วยกัน เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนตนเองนั้นออกมาที่ดีที่สุด ซึ่งบุคคลที่ได้รับประโยชน์ที่สุดคือสมาชิกของกองทุน
สำหรับการบริหารกองทุน Mandatory PVD แบบ Decentralize ทางคณะกรรมการจัดตั้ง Mandatory PVD เห็นควรให้มีการกำกับดูแลเรื่องบำนาญอย่างชัดเจน ผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนบำนาญแห่งชาติ (Pension Authority) ซึ่งต้องเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการออมเงินเพื่อบำนาญเป็นอย่างดี และที่สำคัญต้องเป็นอิสระจากการเมืองและไม่เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนเอง
การบริหารกองทุนในแบบ Decentralize นั้น บริษัทจัดการยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.ตามเดิม เพื่อการกำกับดูแลที่ดี ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนและมีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้องตามข้อกำหนดของ Pension Authority ซึ่งคณะกรรมการของสำนักงาน ก.ล.ต.ควรเป็นคนละชุดกับคณะกรรมการ Pension Authority เพื่อความชัดเจนและโปร่งใสในการกำกับดูแล
อย่างไรก็ดี การบริหารกองทุน Mandatory PVD ทั้งแบบ Centralize และ Decentralize ต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ข้อดีของ Centralize คือ การบริหารจัดการที่มีนโยบายลงทุนเดียวกัน การดำเนินนโยบายจะมีเอกภาพ ทั้งนี้คณะกรรมการที่ดูแลก็ต้องเป็นอิสระจากการเมือง
แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ผมสนับสนุนให้เกิดการบริหารของ Mandatory PVD เป็นแบบ Decentralize เพราะผมมองว่าการบริหารกำหนดนโยบายการลงทุนและสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนนั้นควรเป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง อีกทั้งการตัดสินใจด้านการลงทุนควรเป็นในลักษณะของความคล่องตัวเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การบริหารภายใต้การจัดการของภาครัฐบาลนั้น อาจมีขั้นตอนระเบียบต่างๆ ตามมาตรฐานของทางการ
ดังนั้น ในเชิงของการลงทุนแล้วอาจไม่สามารถตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์และเกิดความเสียหายต่อโอกาสจัดการผลประโยชน์กับแก่สมาชิก นอกจากนี้ผมมองว่าเป้าหมายของการวัดผลการดำเนินงานควรเป็นระยะยาว แต่ในมุมมองของการบริหารจากภาครัฐ อาจมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และกดดันผลการดำเนินงานโดยพิจารณาเพียงในระยะสั้น ซึ่งผิดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการออมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผมยังคงสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันในทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันให้กองทุน Mandatory PVD เกิดขึ้นได้จริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกองค์กรในตลาดทุนควรมีส่วนร่วมส่งเสริมให้ความรู้กับผู้ลงทุน โดยบริษัทเอกชนมีการทำ CSR หรือการรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว และมีสื่อที่สามารถเข้าถึงผู้ลทุนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันควบคู่กับภาครัฐบาลได้ครับ
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน







