
โออิชิเดินหน้าแผนร้านอาหารปีนี้120แห่ง
โพสต์ทูเดย์
— ธุรกิจร้านอาหารเครือโออิชิไม่ตัน เท 100 ล้าน ลุยครึ่งปีหลังตามแผน สานต่อซูโก้ย...โซ้ยแหลก ดันยอดสิ้นปีโต 20%นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารในเครือโออิชิกว่า 10 แบรนด์ และชาเขียวพร้อมดื่ม ฯลฯ เปิดเผยว่า จากการเตรียมลาออกอย่างเป็นทางการของนายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการบริษัท ซึ่งมีผลในวันที่ 9 เดือน ก.ย.นี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริหารธุรกิจร้านอาหารในเครือโออิชิมาก
ทั้งนี้ เพราะช่วงที่ผ่านมานายตันได้มอบหมายให้หน่วยงานธุรกิจที่รับผิดชอบดำเนินกิจกรรมการตลาดให้เป็นไปด้วยความอิสระ ขณะที่ภาพลักษณ์ของนายตันจะติดอยู่ในใจผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มชาเขียวมากกว่า
สำหรับแผนในครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมงบกว่า 100 ล้านบาท จากงบทำตลาดรวมทั้งปี 200 ล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร้านอาหารในเครือโออิชิ ล่าสุดใช้งบ 20 ล้านบาท จัดกิจกรรมการตลาดเชิงรุก ภายใต้แคมเปญซูโก้ย...โซ้ยแหลก
” ภาค 2 ให้ผู้บริโภคลุ้นรางวัลใหญ่กับ “ซูชิทองคำ” น้ำหนัก 10 บาท จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารวม 100 บาท เมื่อรับประทานอาหารในเครือโออิชิครบ 100 บาท รับคูปอง 2 ส่วน ร่วมลุ้นรางวัลดังกล่าว และส่วนที่ 2 บัตรเบ่ง ใช้เป็นส่วนลดพิเศษเกือบ 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 ส.ค.นี้ คาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะมีลูกค้าเข้ามาบริการหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นราย จากปกติเฉลี่ย 1 หมื่นรายด้านแผนขยายสาขาร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ต่างๆ ในปีนี้ จะให้ความสำคัญกับแบรนด์ชาบูชิ ที่ได้รับความนิยมจากอัตราเติบโตยอดขายสูงต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20% ในช่วง 6 ปีหลังที่ผ่านมา หลังแบรนด์ดังกล่าวอยู่ในตลาดมานาน 8 ปี ปัจจุบันมี 3 กลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่สร้างรายได้หลัก คือ 1.กลุ่มโออิชิ บุฟเฟต์ 2.โออิชิ อลาคาต หรือเมนูราเมนต่างๆ และ 3.กลุ่มธุรกิจคีออสก์ ซึ่งจะมุ่งขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ไปพร้อมกับผู้ประกอบการค้าปลีก จากแนวโน้มผู้บริโภคในต่างจังหวัดเริ่มต้องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นในร้านมากขึ้น โดยปีนี้เตรียมงบลงทุนขยายสาขาราว 300 ล้านบาท คาดสิ้นปีมีร้านอาหารในเครือให้บริการทั้งสิ้น 120 สาขา
นายไพศาล กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตรายได้ธุรกิจร้านอาหารมากกว่า 20% คิดเป็นยอดขายกว่า 4,000 ล้านบาท จากรายได้รวมของบริษัทกว่า 8,400 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกว่า 50% ของมูลค่าตลาดรวมกว่า 8,000 ล้านบาท
การแข่งขันของตลาดอาหารญี่ปุ่นขณะนี้ยังแข่งกันที่ราคา เห็นได้จากตลาดล่างอาหารญี่ปุ่นที่ขายตามตลาด ข้าวปั้นขายก้อนละ 5 บาท ส่วนร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งที่รสชาติคุณภาพ แนวโน้มต่อไปจะแข่งกันที่นวัตกรรม การบริการ และความสะดวก







