
บ้านประชารัฐ ปล่อยกู้หมด แต่อาจไม่จบ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โครงการบ้านประชารัฐ ที่เริ่มเปิดให้ประชาชนกู้เพื่อซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อรวม 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการปล่อยกู้เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประกอบการเอกชนอสังหาริมทรัพย์และเคหะแห่งชาติสร้างที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย แห่งละ 1 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 4% ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 2 ปี
ขณะที่วงเงิน 4 หมื่นล้านบาทที่เหลือ เป็นการปล่อยกู้เพื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการผ่าน ธอส. และธนาคารออมสิน แห่งละ 2 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 6 ปี ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 30 ปี แบ่งเป็น 2 กรณี คือ สินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้าง ราคาไม่เกิน 7 แสนบาท และวงเงินสินเชื่อเพื่อซ่อมแซม ต่อเติมวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยปีแรก 0% และปีที่ 2-3 อัตรา 2% เฉลี่ยเงินค่างวด 3 ปีแรกอยู่ที่ 3,000 บาท/เดือน ปีที่ 4-6 อัตรา 5% เฉลี่ยเงินค่างวด 4,000 บาท/เดือน ปีที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือ ธอส. เอ็มอาร์อาร์ -0.75% ธนาคารออมสินคิดอัตราเอ็มอาร์อาร์ -1.475%
สำหรับกรณีสินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ราคา 7 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ธอส.และธนาคารออมสินจะคิดดอกเบี้ยในอัตราปีที่ 1-3 ที่ 3% เฉลี่ยเงินค่างวด 7,200 บาท/เดือน ปีที่ 4-6 อัตรา 5% เฉลี่ยเงินค่างวด 8,600 บาท/เดือน
ปีที่ 7 เป็นต้นไป ธอส.คิดอัตราเอ็มอาร์อาร์ -0.75% สำหรับลูกค้ารายย่อย ส่วนลูกค้าสวัสดิการเป็นเอ็มอาร์อาร์ -1% ด้านธนาคารออมสินคิดอัตราลูกค้ารายย่อยที่เอ็มอาร์อาร์ -1.475% และลูกค้าสวัสดิการ เอ็มอาร์อาร์ -1.725% รวมทั้งยังมีโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการเอกชนที่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ 2% และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนอง 1% เป็นระยะเวลา 2 ปี เพิ่มเข้ามาอีก
ทำให้ล่าสุด ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สั่งปิดการยื่นขอเอกสารสินเชื่อในโครงการบ้านประชารัฐ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้สนใจเข้ามาติดต่อขอสินเชื่อกับธนาคารออมสินจากทั่วประเทศมากถึง 3.13 หมื่นราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 3.45 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาเพียงสัปดาห์กว่าๆ ถือว่ามีความต้องการสูงกว่าเป้าหมายวงเงินที่เตรียมปล่อยสินเชื่อครั้งนี้จำนวน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารออมสินคาดว่าจะมีผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับการอนุมัติประมาณ 60-70% จากจำนวนผู้แจ้งความประสงค์มาทั้งหมด หมายความว่ายอดอนุมัติน่าจะใกล้ๆ กับ 2 หมื่นล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้พอดี
เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ภายในเวลาเพียงกว่า 1 สัปดาห์ กับจำนวนผู้ที่เข้ามายื่นขอสินเชื่อกว่า 3 หมื่นราย ในจำนวนผู้ที่ถูกปฏิเสธการขอ
สินเชื่อครั้งนี้น่าจะมีมากถึงเป็น 1 หมื่นราย จะเป็นพวกที่มีความต้องการที่แท้จริงกับพวกที่เข้ามาจองวงเงินไว้กี่ราย หากเป็นความต้องการที่แท้จริง จำเป็นต้องมีการเปิดให้กู้ในโครงการระยะที่ 2 อีกหรือไม่
ขณะที่ ฉัตรชัย ศิริไล รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ล่าสุด ธอส.มีผู้ยื่นเอกสารขอกู้แล้วกว่า 2 หมื่นราย มีการอนุมัติสินเชื่อให้ผู้มีรายได้น้อยไปแล้วกว่า 1,134 ล้านบาท ซึ่ง ธอส.ใช้วิธีการตรวจคุณสมบัติความสามารถในการชำระเงินกู้เป็นหลัก ผู้ที่ผ่านเกณฑ์แบบรายต่อราย ทำให้ยังสามารถเปิดรับคำขอสินเชื่อจากผู้ที่สนใจได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ครบวงเงินภายในเดือน พ.ค.นี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ต้องจับตาเรื่องการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการอีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการวางหลักเกณฑ์ แต่มีประเด็นที่น่าสนใจว่า ขณะนี้ยอดปล่อยกู้ให้ประชาชนไปซื้อบ้าน 4 หมื่นล้านบาท ใกล้เต็มวงเงินแล้ว แต่บ้านที่ผู้ประกอบการจะกู้เงินจากแบงก์ไปสร้างมาขายประชาชนในราคาไม่เกินหลังละ 1.5 ล้านบาทนั้น อาจใช้เวลาก่อสร้างนานเป็นปี หรือ 2 ปี เมื่อสร้างเสร็จแล้วบ้านในโครงการนี้จะได้สิทธิกู้เงินจากธนาคารออมสิน และ ธอส.ในอัตราผ่อนปรนเช่นนี้อีกหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องพิจารณาเร่งด่วน เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ติดป้ายหน้าโครงการกันหราว่าเป็นบ้านในโครงการประชารัฐเรียบร้อยแล้ว
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ ฝ่ายการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่า โครงการบ้านประชารัฐช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยที่ไม่มีความพร้อมทางด้านการเงินและมีความต้องการที่อยู่อาศัย ในขณะที่ภาคเอกชนทั้งที่มีสต๊อกบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และภาคเอกชนที่จะสร้างโครงการใหม่ในพื้นที่ภาครัฐจะได้รับประโยชน์ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งบ้าน
แต่ในทางตรงกันข้าม จุดเสี่ยงที่สำคัญ คือ คนมีรายได้น้อยบางส่วนอาจจะซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งๆ ที่ไม่มีศักยภาพทางด้านการเงิน อาจไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระค่างวดได้จริง ซึ่งเกิดขึ้นจากการผ่อนเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ที่ปรับเพิ่มสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ให้สูงขึ้นเป็น 50% จากเกณฑ์ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 20-40% ทำให้มีโอกาสกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น แต่การผ่อนบ้านเป็นภาระหนี้ที่ยาวนานถึง 30 ปี ผู้กู้ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง เช่น ผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตา
ขณะที่ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เชื่อว่า โครงการบ้านประชารัฐที่ช่วยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 2.7 ล้านราย มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปี 2559 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 0.07-0.08% โดยจะเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น และถือเป็นการประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 ที่กำลังจะออกมานั้น ทำให้มั่นใจว่าตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 3.7% ตามที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน







