
ซีอีโอใหม่SCCC สร้างการเติบโต ธุรกิจแกร่ง
“ศิวะ มหาสันทนะ” เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC)
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“ศิวะ มหาสันทนะ” เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) เป็นวันแรก เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ในวันเดียวกันซีอีโอใหม่ได้แสดงวิสัยทัศน์กับผู้ถือหุ้นถึงนโยบายที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า
ศิวะ กล่าวว่า ธุรกิจหลักของบริษัทยังคงมีความเกี่ยวเนื่องกับวัสดุก่อสร้าง ณ วันนี้รายได้สัดส่วนหลักของบริษัทสัดส่วนประมาณ 95-96% มาจากวัสดุก่อสร้าง ประกอบด้วยปูนซีเมนต์ คอนกรีตผสมเสร็จ และหินทราย โดยจะต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อให้บริษัทในกลุ่มต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจนอกเหนือวัสดุก่อสร้างเติบโตขึ้นมาเพื่อลดสัดส่วนรายได้ธุรกิจหลักปัจจุบัน คือ วัสดุก่อสร้าง
ประเด็นที่บริษัทจะเน้นให้ความสำคัญใน 1-2 ปีข้างหน้าแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ ประเด็นแรก รักษาความสามารถการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแแชร์) ในตลาดปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นธุรกิจเครื่องจักรหลักสำคัญของบริษัทที่จะสร้างผลตอบแทน ทำโดยการบริหารทั้งรายได้ ราคาขาย สินค้า รวมถึงสินค้าบริการที่เสนอให้ลูกค้าและการบริหารต้นทุนทั้งด้านการผลิตและขาย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิต
ประเด็นสอง หาโอกาสสร้างการเจริญเติบโตทั้งในธุรกิจปูนต์ซีเมนต์ หลังก่อนหน้านี้บริษัทได้ออกไปลงทุนในกัมพูชา โดยล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อกิจการ 2 บริษัท คือ บริษัท เซเม็กซ์ (ประเทศไทย) และบริษัท เซเม็กซ์ ซีเมนต์ (บังกลาเทศ) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจปูนซีเมนต์ในไทยและบังกลาเทศ เพื่อขยายฐานออกไปต่างประเทศและเป็นการสร้างช่องทางขายเพิ่ม
รวมถึงเป็นการได้มาร์เก็ตแชร์ในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมบริษัทไม่ได้เข้าไปมีในธุรกิจในตลาดนี้โดย เซเม็กซ์ (ประเทศไทย) ถือผู้ที่มีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ในตลาดนี้ ส่วนการเข้าซื้อกิจการที่บริษัทเริ่มทำต่อเนื่อง
ในช่วงนี้นโนบายหลัก คือ ในการเข้าซื้อกิจการใหม่บริษัทมองหาทุกโอกาสโดยจะมีความระมัดระวังอย่างมากยึดบนหลักการว่าต้องสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท
นอกจากนี้ มีนโยบายจะดำเนินการเพื่อจะขยายตัวไปกับภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดปูนซีเมนต์ ยกตัวอย่างขณะนี้ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก การใช้ปูนซีเมนต์ถุงจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นปูนซีเมนต์ผงและคอนกรีตผสมเสร็จ รวมถึงจะกลายเป็นชิ้นงานสำเร็จรูป (พรีแฟบ)
ขณะที่บริษัทเริ่มเข้าไปในตลาดนี้แล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีพันธมิตรรายสำคัญๆ อีกทั้งยังสนับสนุนส่งเสริมให้กลุ่มลูกค้าปูนต์ซีเมนต์ถุงให้มีโอกาสเข้าในตลาดปูนต์ซีเมนต์ผงและคอนกรีตผสมเสร็จ โดยใช้โมเดลธุรกิจอินทรีคอนกรีตแฟรนไชส์ เข้าไปสอนมาตรฐานการผลิตและควบคุม คุณภาพให้กับลูกค้า และมอบตราสินค้าของบริษัทให้ลูกค้านำไปใช้เป็นตัวแทนของ SCCC ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
ปัจจุบันธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง คือ นครหลวงคอนกรีต มีหน่วยการผลิตจำนวนประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญๆ ทั่วประเทศ ส่วนลูกค้าแฟรนไชส์ที่ทำคอนกรีตผสมเสร็จ ใช้มาตรฐานเดียวกับบริษัทและใช้ตราสินค้าของบริษัท ขณะนี้มีหน่วยการผลิตประมาณ 125 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ยังโอกาสการเติบโต อาทิ บริษัทลูกคือ อินทรี ซุปเปอร์บล๊อก ที่ผลิตอิฐมวลเบาซึ่งขณะนี้บริษัทเข้าในธุรกิจผลิตผนังสำเร็จรูปมวลเบาในโครงการต่างๆ ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้านธุรกิจกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรม มีบริษัทลูก คือ อินทรีอีโคไซเคิล ซึ่งเดิมทำธุรกิจกำจัดขยะถือเป็นเป็นธุรกิจดาวรุ่งในอนาคตมีโอกาสขยายเพิ่มมูลค่าธุรกิจ ล่าสุดได้ต่อยอดโดยเข้าเทกโอเวอร์ บริษัท วาเลนซ์ ซึ่งทำธุรกิจให้บริการทำความสะอาดในอุตสาหกรรม
ประเด็นที่สาม คือการสร้างความแข็งแกร่งเพื่อให้บริษัทเดินหน้าต่อไปในอนาคต ซึ่งบริษัทจะแยกย่อยออกมาใน 3 ประเด็น ประเด็นแรก คือ ธรรมาภิบาลที่ต้องการก้าวไปสู่ระดับประเทศและระดับโลก สอง ชื่อเสียงของบริษัทในด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม สาม การสร้างพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถเตรียมความพร้อมมารับช่วงกิจการในอนาคตรุ่นต่อไปต่อจากบุคลากรรุ่นปัจจุบัน เพิ่มเติมความแข็งแกร่งด้านการเงินที่ต้องรักษาและสร้างเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี บริษัทหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาโดยเน้นการขายสินค้าคุณภาพดีที่มีราคาสูง โดยจะให้ข้อมูลกับลูกค้าด้านต้นทุน รวมของลูกค้ามีสัดส่วนการใช้เป็นปูนซีเมนต์เป็นเท่าใดของต้นทุนทั้งหมด เพราะการซื้อปูนซีเมนต์ราคาถูกอาจทำให้ลูกค้าต้องซื้อในปริมาณที่มากเพราะคุณสมบัติและคุณภาพไม่ดี ทำให้ลูกค้าจะมีต้นทุนสูงกว่าเมื่อเทียบการซื้อปูนซีเมนต์คุณภาพดีที่มีราคาแพงกว่า
รวมถึงประเด็นความปลอดภัยที่ลูกค้าจะได้รับจากบริษัท อาทิ ในปี 2558 บริษัทได้งานสร้างถึงบรรจุก๊าซธรรมชาติเหลวให้กับกลุ่ม ปตท.ที่สำเร็จอย่างดี
ปี 2559 คาดการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศจะเติบโตประมาณ 3-4% ฟื้นจากปี 2558 ที่ความต้องการใช้ลดลงประมาณ 2% เพราะการลงทุนโครงการระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่พยายามเร่งรัดจะทยอยเริ่มเห็นเกิดเป็นรูปธรรมในไตรมาส 3 ปี 2559 เป็นต้นไป ตามที่ได้ประกาศไว้ แม้ในปีในปีนี้มีจะมีผู้ผลิตบางราย จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตปูนซีเมนต์มากขึ้นอาจมีผลการะทบต่อราคาขาย
ส่งผลให้บริษัทมียอดขายเติบโตใกล้เคียงภาพรวมของตลาดที่ประมาณ 3-4% จากปี 2558 ที่บริษัทมีปริมาณการขายประมาณ 9 ตัน ซึ่งปี 2558 บริษัทมีปริมาณการขายติดลบ 1% ในปี 2558 บริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ระดับที่ดีคือ 44% ถือเป็นความท้าทายในปี 2559 จะใช้กลยุทธ์หลีกเลี่ยงการขายสินค้าราคาต่ำ เน้นการขายสินค้าคุณภาพสูงที่มีราคาดี รวมถึงบริหารลดต้นทุนโรงงานที่ต้องทำต่อเนื่อง







