posttoday
กองทุนทองแจก16%เฮลธ์แคร์จุก

กองทุนทองแจก16%เฮลธ์แคร์จุก

08 เมษายน 2559

กองทุนรวมไตรมาสแรกโต 4.35% สินทรัพย์แตะ 4.24 ล้านล้านบาท กองทุนทองคำแจกกำไรสูงสุด 13% เฮลธ์แคร์จุกติดลบ 14%

กองทุนรวมไตรมาสแรกโต 4.35% สินทรัพย์แตะ 4.24 ล้านล้านบาท กองทุนทองคำแจกกำไรสูงสุด 13% เฮลธ์แคร์จุกติดลบ 14%

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุนอาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าภาพรวมกองทุนรวมในไตรมาสแรกปี 2559 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.24 ล้านล้านบาท เติบโต 4.35% จากสิ้นปี 2558 ผลจากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9.3% รวมทั้งมีเงินไหลเข้ากองทุนสุทธิกว่า 1.1 แสนล้านบาท หนุนให้มูลค่าสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นและคาดว่าทั้งปีจะเติบโตมากกว่า 10%

สำหรับกองทุนรวมที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด ได้แก่ กองทุนรวมตราสารหนี้ภายในประเทศทั้งแบบระยะกลางถึงยาว 1.25 แสนล้านบาท รองลงมา คือ กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในต่างประเทศประเภทกำหนดอายุการลงทุนหรือเทอมฟันด์ 7.61 หมื่นล้านบาท และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 1.30 หมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจการลงทุนในตลาดหุ้น จึงโยกเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

“นักลงทุนบางส่วนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น จึงโยกเงินเข้ากองทุนตราสารหนี้ในกลุ่มดังกล่าว จึงมีเงินไหลออกสุทธิจากกองทุน โกลบอล ไฮยิลด์ บอนด์ 6.6 หมื่นล้านบาท และกองทุนมันนี่ มาร์เก็ต ไหลออก 5.1 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาสแรกโกลบอล ไฮยิลด์ บอนด์ ผลตอบแทนเหลือ 2% ต่อปี ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางและยาวผลตอบแทน 1.45% ต่อปี” นายกิตติคุณ กล่าว

นอกจากนี้ กองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่มีเงินไหลออกสุทธิประมาณ 8,426 ล้านบาท เนื่องจากผู้ลงทุนขายทำกำไรระยะสั้นหลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูงและมีแรงขายกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)

สำหรับกองทุนต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ได้รับความนิยมลดลง โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิ 3,105 ล้านบาท ลดลงกว่า 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งผู้ลงทุนเน้นลงทุนกลุ่มกองทุนที่ผันผวนต่ำและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เช่น กองทุนหุ้นทั่วโลก กองทุนผสมทั่วโลก และกองทุนโกลบอล อินฟราสตรักเจอร์ และรีท

ทั้งนี้ ไตรมาสแรกมีเงินไหลออกสุทธิสูงสุดในกลุ่มกองทุนต่างประเทศ ได้แก่ กองทุนทองคำ 2,300 ล้านบาท กองทุนหุ้นจีน 2,200 ล้านบาท กองทุนโกลบอล บอนด์ 1,800 ล้านบาท กองทุนหุ้นเอเชียแปซิฟิก 1,800 ล้านบาท และกองทุนหุ้นเฮลธ์แคร์ 900 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตอบแทนจากการลงทุนในไตรมาสแรก พบว่ากองทุนทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุด 13.58% รองลงมา คือ กองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (ฟันด์ ออฟ พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์) ในไทย ผลตอบแทน 12.22% กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ของไทยผลตอบแทนเฉลี่ย 6.96% กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ 3.75% และกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กของไทยเฉลี่ย 3.47% เป็นต้น

ด้านกองทุนที่ผลตอบแทนติดลบสูงสุด ได้แก่ กองทุนหุ้นเฮลธ์แคร์ 14.39% กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 14.16% กองทุนหุ้นญี่ปุ่นติดลบ 10.29% กองทุนหุ้นจีนติดลบ 7.88% กองทุนหุ้นยุโรปติดลบ 6.36% เป็นต้้น

“การลงทุนในประเทศให้ผลตอบแทนดีสวนทางหุ้นต่างประเทศติดลบและคาดว่าช่วงที่เหลือของปีหากหุ้นต่างประเทศปรับตัวขึ้น นักลงทุนก็อาจขายทำกำไร ส่วนกองทุนที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความสนใจต่อเนื่องท่ามกลางดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยให้ผลตอบแทนสูง 12.22% ต่อปี” นายกิตติคุณ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท