posttoday
ทยอยสะสมBKD คาด3ปีทะยานไกล

ทยอยสะสมBKD คาด3ปีทะยานไกล

05 เมษายน 2559

โดย...จิตรา อมรธรรม

โดย...จิตรา อมรธรรม

ราคาหุ้นบริษัท บางกอก เดค-คอน (BKD) ปรับขึ้นมาจากจุดต่ำกลางเดือน ก.พ.ที่ 2.96 บาท และเริ่มทรงตัวบริเวณ 3.20-3.24 บาท ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ว่าจะรีบร้อนปรับขึ้น นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส หรือ FSS จึงนำมาแนะนำว่าเป็นโอกาสดีในการทยอยสะสม โดยให้ราคาพื้นฐานของปีนี้เท่ากับ 4.50 บาท ด้วยความที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมตกแต่งภายในโครงการขนาดใหญ่ และมีงานในมือรองรับการเติบโตของทั้งปีนี้แล้ว โดยเราคาดกำไรสุทธิโต 28% ส่วนกำไรต่อหุ้นเมื่อหัก Dilution จากใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้น (BKD-W1) ยังโต 9% ขณะที่การเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้าคาดเฉลี่ย 22% ต่อปี จากฐานที่ยังต่ำและการขยายตัวของงานตกแต่งภายในทั้งในประเทศและนอกประเทศ ฐานะทางการเงินเป็นเงินสดสุทธิ มีเงินสดบวกเงินลงทุนชั่วคราว 0.40 บาท/หุ้น และมีที่ดินซึ่งถ้าขายทันทีจะมีกำไรราว 0.50 บาท/หุ้น นอกจากนี้ผลตอบแทนจากเงินปันผลยังจูงใจที่ 4.1% โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หุ้นละ 0.13 บาท วันที่ 26 เม.ย.นี้

ธุรกิจหลักของ BKD คือ รับจ้างตกแต่งและปรับปรุงภายในอาคารแบบครบวงจร ทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถานที่ราชการต่างๆ โดยโครงสร้างรายได้ในอดีตกว่า 70% คืองานภาครัฐเพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีความแน่นอนในการรับรู้รายได้

แม้จะมีความเสี่ยงจากการอนุมัติโครงการล่าช้า แต่เพราะงานตกแต่งส่วนใหญ่อยู่ในงบประมาณประจำปีที่ต้องใช้ให้หมด และ BKD เองก็มีความยืดหยุ่นในการรับงานจากความชำนาญที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมและโรงพยาบาลที่จำเป็นต้องขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2556-2558) เติบโตต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 39% ต่อปี และที่น่าสนใจกว่านั้น คือ กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 364% ต่อปี

เนื่องจากงานตกแต่งภายในเป็นหน้าตาของสถานที่นั้นๆ และเป็นงานขั้นสุดท้ายก่อนเปิดโครงการ ความเร็วและความละเอียดตรงความต้องการของลูกค้าจึงเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งผู้ว่าจ้างโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก มักพิจารณาที่ฐานทุนและประสบการณ์ โดยตลาดนี้มีคู่แข่ง 4-5 ราย แต่มีเพียง BKD ที่ทำมานานกว่า 20 ปี มีความชำนาญหลากหลาย และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จึงมีความได้เปรียบในการรับงานขนาดใหญ่มากกว่าผู่เล่นรายอื่น ซึ่งทำให้ BKD ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน

งานในมือที่รอรับรู้รายได้ปัจจุบันอยู่ที่ 1,750 ล้านบาท เริ่มรับรู้ตั้งแต่ไตรมาสแรก ปี 2559 ไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 2560 ส่วนงานใหม่ที่จะเข้าประมูลปีนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นภาครัฐกว่า 3,000 ล้านบาท เช่น อาคารราชการ โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย ถ้าอิงตามศักยภาพและผลงานในอดีต คาดว่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 50% ขณะที่ผลงานในต่างประเทศ กำลังตกแต่งภายในที่พักอาศัยโครงการ Chip Mong Land เฟส 1 ในกัมพูชา มูลค่า 200 ล้านบาท (มีทั้งหมด 5 เฟส รวม 1,000 ล้านบาท) และกำลังรอผลเสนอราคาโครงการที่นิวยอร์กรวมถึงกาตาร์ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

“เราจึงไม่รวมในประมาณการ โดยคาดว่าทั้งปีนี้จะรับรู้รายได้ 1,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% ถ้าอิงจากงานในมือและโอกาสได้งานเพิ่มระหว่างปี ถือว่าประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักความระมัดระวังอย่างมากแล้ว”

ด้วยฐานกำไรที่ต่ำและตลาดตกแต่งภายในที่ขยายตัวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ FSS คาดกำไรสุทธิ 3 ปีข้างหน้าจะโตเฉลี่ย 22% ต่อปี โดยปีนี้คาด 203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% บนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น 23.0% ต่ำกว่าปีก่อนที่ 23.7% ซึ่งเมื่อหักผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น (Dilution) ของ BKD-W1 ที่ใช้สิทธิหมดแล้ว กำไรต่อหุ้นยังโต 9% เป็น 0.21 บาท

ราคาเหมาะสมปีนี้ 4.50 บาท

ชอบ BKD ที่กำไรสุทธิอยู่ในช่วงโตแรง และอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว โดยเฉพาะงานในโรงพยาบาลและโรงแรมที่เป็นเทรนด์ใหญ่ ขณะที่ความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำ จากการรับงานที่ให้ความสำคัญกับอัตรากำไรมากกว่าปริมาณ โดยอัตรากำไรสุทธิและผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) อยู่ที่ 13% และ 20% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มรับเหมาและอสังหาริมทรัพย์ที่ 8% และ 10% อีกทั้งฐานะทางการเงินยังเป็นเงินสดสุทธิโดยมีเงินสดบวกเงินลงทุนชั่วคราว 0.40 บาท/หุ้น และมีที่ดินต้นทุนต่ำซึ่งถ้าขายทันทีจะมีกำไร 0.50 บาท/หุ้น FSS ประเมินราคาพื้นฐานปีนี้โดยอิงอัตราเติบโตราคาต่อกำไร (PEG) 1 เท่า (พี/อี 22 เท่า) ได้ 4.50 บาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท