posttoday
เสียให้คุ้มได้

เสียให้คุ้มได้

03 เมษายน 2559

แม้โมเดลนี้จะเต็มไปด้วยเจตนาดีและตามทฤษฎีรวมทั้งที่ปฏิบัติกันในต่างประเทศเคยได้ผลมาแล้ว

แม้โมเดลนี้จะเต็มไปด้วยเจตนาดีและตามทฤษฎีรวมทั้งที่ปฏิบัติกันในต่างประเทศเคยได้ผลมาแล้ว แต่โครงการหรือมาตรการประเภทรายใหญ่ช่วยรายกลางรายเล็ก โครงการพี่ช่วยน้อง โครงการพี่จูงน้อง หรือรายใหญ่เป็นพี่เลี้ยงน้อง กลับได้ผลน้อยมากในเมืองไทย

ตามที่ทราบกันว่า รัฐบาลพยายามดึงเอกชนที่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ให้นำความรู้ความสามารถดังกล่าวมาช่วยพัฒนาประเทศ ในช่วงที่เมืองไทยต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

โครงการนี้จึงเปิดช่องให้เอกชนที่บริหารบริษัทหรือกลุ่มบริษัทได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาเอกชนดังกล่าวจะไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางการเมืองอย่างเปิดเผยเปิดตัว เพราะกลัวว่าหากโดนมองว่าเลือกข้างทางการเมือง ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งกลับขึ้นมามีอำนาจ อาจโดนกลั่นแกล้งกดดัน ทำให้ธุรกิจเสียหายถึงขั้นล้มละลายได้ ดังนั้นในภาวะการปกครองแบบรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งผู้ใดไม่อาจละเมิดได้ รัฐบาลจึงดึงเอกชนรายใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาทำโครงการบริษัทที่มีความรับผิดชอบสังคม หรือซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility : CSR) โดยรัฐบาลกำหนดการทำงานไว้ 12 ด้าน พร้อมให้ระดับรัฐมนตรีร่วมอยู่ในแต่ละด้าน เพื่อใช้อำนาจให้การทำงานเดินหน้า และดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ทั้งนี้ โครงการประชารัฐ 12 ด้าน แบ่งเป็น 1.ยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ 2.ดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 3.การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น 4.การยกระดับคุณภาพวิชาชีพ 5.การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ 6.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมสัมมนาหรือไมซ์ 7.ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ 8.พัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 9.ปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ 10.พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ 11.การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ สุดท้าย 12.การสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ

จะเห็นได้ว่าทั้ง 12 ด้านดังกล่าว หากรัฐบาลสามารถทำให้สำเร็จแค่เพียงครึ่งเดียว เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะเกิดการปฏิรูปไปในทางพัฒนาได้ในระยะยาว ก้าวข้ามประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางได้ แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวจะเดินหน้าได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ มาตรการทางภาษี มาตรการอัดฉีดต่างๆ แทบไม่ค่อยลงไปถึงน้อง ถึงเอสเอ็มอี ถึงรากหญ้า

ขนาดล่าสุดที่รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยกทีมเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ไปชักชวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย 100 อันดับแรก SET100 ร่วมพัฒนา สนับสนุน หรือร่วมลงทุน ในโครงการประชารัฐ 12 ด้าน ก็ยังหวังแค่ให้เกิดใน 4 กลุ่มก่อน คือ 1.เกษตร อาหาร ไบโอเทค ไบโอเนท 2.เฮลท์แคร์ สปา สุขภาพ 3.สมาร์ทดีไวซ์ เทคโนโลยี ไอที อินเทอร์เน็ต และ 4.งานสร้างสรรค์ งานดีไซน์ โดยจะให้ธนาคารมาคอยให้สินเชื่อ และกระทรวงการคลังลดภาษีสร้างเนชั่นแนล สตาร์ทอัพ

ก็หวังว่าการยื่นหมูยื่นแมว ดึงให้เอกชนลงทุน หรือทำซีเอสอาร์ครั้งนี้ คงจะเห็นผลลงไปถึงรากหญ้า ไม่ได้ประโยชน์แค่ครึ่งทาง นอกจากนี้รัฐบาลอาจต้องเพิ่มเงื่อนไขในการที่เอกชน ก่อนจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ หรือมาตรการต่างๆ ควรจะต้องทำโครงการให้เห็นผลเกิดขึ้นกับระดับรายกลาง รายเล็ก ระดับรากหญ้าก่อน ถึงจะได้ประโยชน์จากรัฐ สิทธิพิเศษ หรือประโยชน์ทางภาษี ค่าธรรมเนียม งานนี้ก็เข้าใจรัฐบาล ว่าหากดันให้เอกชนลงทุนได้ในภาวะฝืดเคือง ก็จะจุดให้เกิดความเชื่อมั่น เกิดการจ้างงาน เกิดกำลังซื้อ ดันให้เศรษฐกิจหมุนเติบโตได้ แต่ก็ไม่อยากให้มาตรการทั้งหลายได้ผลน้อยกว่าที่รัฐต้องจ่ายไปเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล