
ดัชนีอุตครึ่งปีเเรก เพิ่มขึ้น 24%
ดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ เพิ่มขึ้นจาก 103.3 มาอยู่ที่ระดับ 108.6 ในเดือนก.ค. เพราะผู้ประกอบการมั่นใจว่ายอดขาย ยอดผลิต ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ เพิ่มขึ้นจาก 103.3 มาอยู่ที่ระดับ 108.6 ในเดือนก.ค. เพราะผู้ประกอบการมั่นใจว่ายอดขาย ยอดผลิต ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนก.ค. 2553 พบว่าค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 108.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.3 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นผลมาจากองค์ประกอบของดัชนีด้านยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการมีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ค่าดัชนีปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองคลี่คลาย การขับเคลื่อนของแผนปรองดองเป็นรูปธรรมมากขึ้น โครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งสามารถทำได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ตลอดจนภาคการผลิตและส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อยอดคำสั่งซื้อ และยอดขายในต่างประเทศ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยง และยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว
ขณะที่ดัชนีความชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 105.7 ในเดือนมิ.ย. มาอยู่ที่ระดับ 117.6 ในเดือนก.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิตและผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีการขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง
ด้านสภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมือง สภาวะเศรษฐกิจโลก เพราะผู้ประกอบการกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรป ที่สร้างความความไม่เชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมถึงปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย
สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกัน คือ ต้องการให้ภาครัฐเร่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กัยนักลงทุน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดภาษี ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และสนับสนุนแหล่งเงินทุน อีกทั้งเร่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการมาบตาพุด ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ เช่น การเปิดตลาดใหม่ การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น รวมถึงดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกมากขึ้น แต่ตอนนี้ก็ยังสามารถแข่งขันได้อยู่ ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่าเกินไปในภูมิภาค โดยอุตสาหกรรมที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น เกษตร อาหาร ผู้ประกอบการจึงต้องทำประกันความเสี่ยง ปรับประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการส่งออกของประเทศ โดยในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าการส่งออกอาจจะเริ่มชะลอตัวลง เพราะสินค้าบางส่วนเป็นสินค้าคงคลัง เมื่อสั่งไปเก็บจนได้ระดับแล้ว ก็จะหยุดสั่งซื้อสินค้า จึงอาจทำให้ยอดการส่งออกชะตัวลงเล็กน้อย







