posttoday
เอกชนจี้แบงก์ชาติดูแลค่าเงิน

เอกชนจี้แบงก์ชาติดูแลค่าเงิน

30 มีนาคม 2559

ภาคธุรกิจห่วงบาทแข็ง เร่ง ธปท.ดูแลค่าเงิน หลังค่าบาทแข็งค่าทะลุ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ

ภาคธุรกิจห่วงบาทแข็ง เร่ง ธปท.ดูแลค่าเงิน หลังค่าบาทแข็งค่าทะลุ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง เนื่องจากสินค้าไทยมีราคาแพงขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยได้แข็งค่าขึ้นมาอยู่ระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่ามากขึ้นจากช่วงต้นปีที่ค่าเงินบาทอยู่ระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลค่าเงินบาทอย่างเร่งด่วน

“แบงก์ชาติห้ามทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมากๆ ต้องรีบออกมาลงมือทำอะไรสักอย่างในเรื่องนี้ได้แล้ว เพื่อให้ค่าเงินไทยมีความเหมาะสมทั้งต่อนักลงทุนและเศรษฐกิจในประเทศ” นายสุพันธุ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เอกชนจะติดตามความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการแถลงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตในคืนวันที่ 29 มี.ค.นี้ เพราะหากเฟดมีนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายจะส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยมีทิศทางอ่อนค่าลง แต่หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีก

นอกจากนี้ ในวันที่ 4 เม.ย. 2559 กกร.จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งหมด รวมถึงการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระดับใด โดยส่วนตัวประเมินว่าเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3-3.5% ตามที่คาดการณ์ไว้ แต่อาจจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ 3% มากกว่า โดยมีปัจจัยหลักมาจากภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก

“ในเรื่องของภัยแล้ง กกร.ได้มีมาตรการร่วมกันรับมือ โดยให้เอกชนร่วมมือกันลดใช้น้ำลง 30% เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย. โดยมีเอกชน 100 ราย เข้าร่วมโครงการแล้ว” นายสุพันธุ์ กล่าว

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า แนวโน้มในอนาคตประเทศต่างๆ จะมีการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหาก
ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอ ควรเตรียมความพร้อมพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมาตรฐาน ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน

“ต้องทำสินค้าและบริการให้มีความแตกต่างจากประเทศคู่แข่ง เพราะถ้าทำได้ราคาแพงเท่าไร ลูกค้าก็ยอมจ่าย เพราะต่อไปกำแพงภาษีถูกทำลายลง ดังนั้นจึงต้องสู้กันที่นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ รวมถึงสินค้าบริการด้วยที่จะต้องสร้างความแตกต่างให้ได้เหมือนกับตัวสินค้า” นายอดุลย์ กล่าว

สำหรับการใช้สิทธิเอฟทีเอในปี 2558 มีผู้ประกอบการมาขอใช้สิทธิส่งออกมูลค่า 5.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.03% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 72.21% ของมูลค่าส่งออกของรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิที่มีมูลค่า 6.99 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดไทยมีการทำเอฟทีเอกับประเทศทั่วโลกทั้งหมด 12 ความตกลงภายใต้กรอบอาเซียนและไทย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ