
เก็บภาษีปล่อยน้ำเสีย
กรอ.หนุนคลังเก็บภาษีปล่อยน้ำเสียออกจากโรงงาน จับมือเอกชนตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์
กรอ.หนุนคลังเก็บภาษีปล่อยน้ำเสียออกจากโรงงาน จับมือเอกชนตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานสรุปผลการดำเนินงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆ ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2559 ซึ่งในรายงานฉบับดังกล่าว กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ามีแผนจะขยายฐานภาษีใหม่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยมลพิษทางน้ำ
“หลักการคือ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งในเบื้องต้นจะเริ่มเก็บภาษีการปล่อยมลพิษทางน้ำจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะในปริมาณที่เกินกว่า 500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วันขึ้นไป รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำภาษีสิ่งแวดล้อมมาใช้” แหล่งข่าวระบุ
นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ.เคยศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีกับโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก และพบว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ และได้เสนอให้จัดเก็บภาษีตามอัตราค่าของเสียที่ปล่อยออกสู่ภายนอก โดยจะมีการวัดค่าออกซิเจนในน้ำ (ซีโอดี) ในบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่
“การจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ปล่อยน้ำเสีย กรอ.เห็นว่าควรทำ เพราะก่อนหน้านี้เคยศึกษาไว้แล้ว แต่รัฐบาลในสมัยนั้นให้ส่งเรื่องไปให้ สศค.เป็นผู้ดูแล และถ้าจะเอากลับมาดำเนินการใหม่ ก็ควรจะหารือกับตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการอีกครั้ง เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” นายจุลพงษ์ กล่าว
นายพสุ โลหารชุน อธิบดี กรอ. กล่าวว่า ในเดือน เม.ย.นี้ กรอ.จะลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับเอกชนเพื่อลงทุนจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้มากกว่า 50% ของปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่อยู่ที่ 2.5-3 หมื่นตัน/ปี จากปัจจุบันที่โรงงานรีไซเคิลในไทยส่วนใหญ่มีความสามารถเพียงบดย่อยขยะ และดึงโลหะมีค่าออกจำหน่าย ไม่สามารถกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ 100%
“การจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติอีก 2 ราย ซึ่งมีเทคโนโลยีการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกและทันสมัยที่สุดของไทย โดยโรงงานแห่งนี้สามารถดึงโลหะมีค่าออกมาทั้งหมดและหลอมไปขาย ส่วนเศษเหลือทิ้งก็จะกำจัดได้หมดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่โรงงานแห่งนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่ในการตั้งโรงงานรีไซเคิลของไทยในอนาคต” นายพสุ กล่าว
นอกจากนี้ กรอ.จะเร่งรัดให้รถขนขยะอุตสาหกรรม 3,400 คันทั่วประเทศ ติดตั้งระบบจีพีเอส และเชื่อมต่อระบบติดตามการขนกากอุตสาหกรรมให้แล้วเสร็จในเดือน ก.ค. 2559 เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมระหว่างนำส่งเข้าโรงงานกำจัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการนำกากอันตรายเข้าสู่ระบบให้ได้ 1.4 ล้านตันภายในปีนี้ และในช่วงปีที่ผ่านมา กรอ.เข้าตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม 140 โรง และสั่งปิดถาวรแล้ว 1 โรง รวมทั้งสั่งปิดโรงกำจัดกากชั่วคราวเพื่อปรับปรุง 5 แห่ง







