
สั่งหั่นราคาอาหารสัตว์ 2-5% เริ่มบังคับ 9 ส.ค.
อย่างที่รู้กันว่าปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเนื้อสัตว์ในตลาดพุ่งสูงขึ้นมาจากต้นทุนอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์มีราคาแพง กรมการค้าภายในจึงเรียกประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาอาหารสัตว์ เพื่อกดดันให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ยอมลดราคา ล่าสุด ที่ประชุมเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ลดราคาลง 25% มีผลวันที่ 9 ส.ค.
วัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า มติดังกล่าวเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนอาหารเลี้ยงสัตว์ปรับตัวลงมากจากราคาแนะนำที่คณะอนุกรรมการฯ เคยกำหนดเพดานสูงสุดไว้เมื่อปี 2551 หรือลดลงประมาณ 0.65% และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ผลิตอาหารสัตว์ด้วย โดยทุกสัปดาห์แรกของเดือนจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อพิจารณาต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง หากราคาต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น คณะอนุกรรมการฯ ก็พร้อมจะให้ผู้ผลิตปรับราคาอาหารสัตว์ขึ้นตามเช่นกัน
“
จากการติดตามสถานการณ์ราคาอาหารเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ปี 2551 พบว่าต้นทุนปัจจุบันลดลงพอสมควร หรือ 0.65% ดังนั้นทางผู้ผลิตก็ควรปรับลดราคาลงมาเพื่อความเป็นธรรมกับผู้ใช้รายย่อย เพราะราคาอาหารสัตว์ที่ลดลงจะส่งผลให้ต้นทุนเนื้อสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ หมู ปรับลดลงตาม เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค”ปัจจุบันราคาอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์แนะนำ แบ่งเป็นอาหารไก่เนื้อ อยู่ที่ 519 บาทต่อถุง (30 กิโลกรัม) อาหารไก่ไข่ 444 บาทต่อถุง และอาหารหมู 489 บาทต่อถุง
ราคาแนะนำที่ลดลงในแต่ละสูตร กรมการค้าภายในจะนำมาคิดคำนวณให้ถี่ถ้วน โดยใช้ราคาของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เป็นฐาน เพื่อให้ราคาอาหารสัตว์เหล่านี้ลดลง 25% ตามที่ตกลงไว้ และหากผู้ประกอบการรายใดที่ไม่ลดราคาลงมา ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจงให้กับกรม แต่หากไม่ยอมปรับลดราคาตามที่ขอความร่วมมือไว้นั้น ก็พร้อมใช้กฎหมายเข้ามาดูแลเช่นกัน
“
ครั้งนี้เป็นการขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาแนะนำลงมา แต่หากไม่ลดตาม คณะอนุกรรมการฯ ก็มีเครื่องมือทางกฎหมายเข้าดูแล เพราะตามมติของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มอบอำนาจให้กับคณะอนุกรรมการฯ ไว้ ส่วนการลดภาษีกากถั่วเหลืองลง 2% มีผลทำให้ราคาอาหารสัตว์ลดลงเล็กน้อยเท่านั้น” วัชรี กล่าวด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กล่าวว่า สมาคมซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 52 ราย จะยอมปรับลดราคาอาหารสัตว์ลง 25% ตามมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอาหารสัตว์ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กระทรวงพาณิชย์รับปากว่า ถ้าราคาต้นทุนปรับขึ้น กระทรวงพาณิชย์ก็ควรให้สินค้าอาหารสัตว์ปรับราคาขึ้นภายใน 1 สัปดาห์เช่นกัน ไม่เช่นนั้นผู้ผลิตอาหารสัตว์ก็คงลำบาก เพราะจากที่ผ่านมาการขอปรับขึ้นราคาของภาคเอกชนในแต่ละครั้งลำบากมาก ต้องใช้ระยะเวลานานถึง 6 เดือน กระทรวงพาณิชย์ถึงยอมอนุมัติให้ปรับขึ้นราคา
“
การแข่งขันในตลาดอาหารสัตว์ความจริงแล้วผู้ประกอบการไม่ได้ขายตามราคาเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจตามที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการ ก็จะยอมปรับลดราคาอาหารสัตว์ลงมาตามราคาแนะนำในเร็วๆ นี้”ขณะนี้ต้นทุนอาหารสัตว์มีเพียงรายการเดียวที่ปรับลดราคาลงมาก คือ กากถั่วเหลือง จากเดิมเมื่อปี 2551 ราคาอยู่ที่ 17.50 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 12.74 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน ซึ่งความจริงแล้วกากถั่วเหลืองใช้เป็นวัตถุดิบผสมในอาหารสัตว์สัดส่วน 20% เท่านั้น
ขณะที่สถานการณ์ราคาวัตถุดิบชนิดอื่นก็ปรับสูงขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลังเส้น ราคาเฉลี่ยสูงกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ใช้ในการผลิตสัดส่วน 5% แต่อาจจะปรับใช้ปลายข้าวหรือข้าวโพดทดแทนกันได้ โดยเวลานี้ราคาข้าวโพดรับซื้อที่กิโลกรัมละ 89 บาท สูงกว่าราคาประกันรายได้ของรัฐบาลที่รับซื้อกิโลกรัมละ 7.10 บาท ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสัดส่วน 40% ส่วนราคาปลายข้าวก็ผันผวน
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในปีนี้น่าจะมีปริมาณใกล้เคียงปีก่อนที่มีปริมาณราว 13 ล้านตัน แต่ราคายังอยู่ในกรอบราคาแนะนำ ทั้งที่วัตถุดิบหลายตัวปรับขึ้นมานานแล้ว แต่ผู้ผลิตก็ไม่ได้ปรับราคา มีเพียงกากถั่วเหลืองเท่านั้นที่ลดลง แต่ก็ใช้ไม่มากนัก
ภาคเอกชนยืนยันได้ว่าราคาเนื้อสัตว์ปลายทางไม่ได้มีผลมาจากราคาอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่มีผลมาจากปัจจัยอื่นด้วย เช่น โรคสัตว์ การบริโภคตลาดแต่ละชนิด เช่น ช่วงกินเจราคาเนื้อไก่และเนื้อหมูถูกลง เป็นต้น ดังนั้นไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกัน 100% แต่ถ้ามีการลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% น่าจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงมากกว่า







