
ช่วยเหลือเมื่อหนี้เสีย
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ทำคลอดโครงการบ้านประชารัฐ ที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ทำคลอดโครงการบ้านประชารัฐ ที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เป็นผู้ดำเนินการทั้งปล่อยกู้ให้กับเอกชนที่จะทำโครงการบ้านราคาถูกขายผู้มีรายได้น้อยวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท และให้ปล่อยกู้ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยซื้อบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เป็นของตนเองได้
โครงการนี้แทบไม่แตกต่างจากโครงการบ้านหลังแรกของรัฐบาลที่ชุดก่อนๆ ซึ่งเงื่อนไขก็แทบจะไม่แตกต่างกัน และถูกเรียกขานว่าเป็นโครงการประชานิยม แต่ไม่ว่าจะอย่างไรวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือต้องการให้คนจนสามารถซื้อบ้าน มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ จากเดิมที่ไม่อาจซื้อบ้านเงินผ่อนได้ เพราะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินเนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอน หรือไม่มีเงินเดือนสูงพอเข้าคุณสมบัติที่จะขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้
ดังนั้น เพียงไม่มีวัน หลังจากที่ ครม.อนุมัติโครงการและก็เริ่มดำเนินการผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ก็มีประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศไปเข้าคิวยืนขอเงินกู้เพื่อซื้อบ้านหรือนำเงินมาปลูกบ้านอยู่อาศัย ซึ่งถือว่าหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิตกันมากมาย
การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทำให้ไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มฐานรากมีมาก แต่ความสามารถที่จะซื้อบ้านสวนทางกับความต้องการ สะท้อนว่ารายได้ของคนกลุ่มนี้ยังต่ำจนไม่สามารถกู้เงินในโครงการธรรมดาของธนาคารพาณิชย์ได้ ต้องใช้โครงการพิเศษของรัฐบาลเข้ามาช่วย
การช่วยเหลือแบบรัฐสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อย เป็นสิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกก็ทำกัน รัฐบาลนี้จะทำก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ แต่สิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิดก็คือ ในขณะนี้หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ระดับ 81.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเป็นหนี้ในระบบผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) แต่หากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอาจจะสูงถึง 100% ของจีดีพีก็ได้
คนกลุ่มฐานรากนี้จะเป็นกลุ่มที่มีหนี้ครัวเรือนมากที่สุด มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำและมีรายได้ไม่แน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำอาชีพการเกษตรรายได้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและราคาสินค้าในตลาดโลก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ลูกค้าบางรายอาจจะกู้เงินแล้วจะกลายเป็นหนี้เสีย หรืออาจจะไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตลอดรอดฝั่ง
แม้จะคิดค่าผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนประมาณ 3,000-5,000 บาท จากเงินกู้ 1.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา 30 ปี คือ 4% เงินที่จ่ายหนี้ไปส่วนใหญ่จะกลายเป็นดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น แต่หากรายได้ไม่แน่นอนการผ่อนบ้านอาจจะเป็นภาระมากของครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย ทำให้การนำเงินไปใช้จ่ายด้านอื่นลดลง ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทำใจไว้ด้วยว่าหากลูกหนี้ผ่อนไม่ไหวแล้วรัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าหากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไปก่อหนี้บ้านหลังแรกแล้ว สัดส่วนการบริโภคภาคเอกชนอาจจะลดลง การหวังจะให้การบริโภคในประเทศเพิ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนก็จะยากขึ้นไปอีกในอนาคต จะหวังให้เศรษฐกิจโตจากการกระตุ้นภายในประเทศคงไม่ง่าย ถ้าหนี้ครัวเรือนยังสูง







