
มุมมองที่เปลี่ยนไป หลังผลการประชุมธนาคารกลาง
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นมหกรรมการประชุมธนาคารกลางทั่วโลก นับตั้งแต่อีซีบี, บีโอเจ, เฟด, บีโออี และต่อด้วยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วก็ยังมีธนาคารกลางอีกหลายประเทศที่ประชุมนโยบายในเวลาไล่เลี่ยกัน วันนี้ 2 กูรู จะมาตีความและสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมหลังจากนี้ให้ได้อ่านกัน
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นมหกรรมการประชุมธนาคารกลางทั่วโลก นับตั้งแต่อีซีบี, บีโอเจ, เฟด, บีโออี และต่อด้วยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วก็ยังมีธนาคารกลางอีกหลายประเทศที่ประชุมนโยบายในเวลาไล่เลี่ยกัน วันนี้ 2 กูรู จะมาตีความและสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมหลังจากนี้ให้ได้อ่านกัน
เจษฎา : ในมุมมองของคุณแบงค์ ผลการประชุมโดยรวม ออกมาถือว่าดีหรือไม่ดี?
ชยนนท์ : ถ้าเอามุมมองของธนาคารกลางทั้งหลายต่อเศรษฐกิจโลกเนี่ย ผมมองว่า ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะทุกประเทศออกมาในเชิงว่า พร้อมจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง มันหมายความว่า เศรษฐกิจโดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง ยังมีโอกาสชะลอตัวได้ทุกเมื่อ ไปแบบนี้ จะบอกว่าผลการประชุมออกมาถือว่าดี ก็คงยาก
เจษฎา : แล้วมันมีมุมมองที่มองได้ว่าออกมาดีด้วยหรอคุณแบงค์?
ชยนนท์ : ก็ในเมื่อเศรษฐกิจมันยังไม่ดี มันเลยสะท้อนว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย และทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่แข็งค่าเร็วอย่างที่นักลงทุนมีมุมมองเช่นนั้นในช่วงปลายปีที่แล้วที่เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย
เจษฏา : พอค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า ก็ดีกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งซื้อขายกันเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เราเลยเห็นว่า ราคาทองคำเอย ราคาน้ำมันเอย ก็เลยขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี และ
มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียด้วย
ชยนนท์ : ที่ยังต้องติดตามกันต่อก็คือ ถึงแม้ที่ประชุมเฟดจะชะลอการปรับดอกเบี้ย และปรับลดประมาณการดอกเบี้ย (Dot Plot) จะปรับลดลงเหลือ 0.88% ภายในสิ้นปี 2016 นี้ก็ตาม แต่ความเห็นของผู้ว่าฯ เฟดหลายคน ก็ยังมีความเชื่อว่า เฟดควรขึ้นดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เดือน เม.ย.นี้เลย ทำให้เงินทุนไหลไปไหลมาค่อนข้างผันผวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
เจษฎา : ผมกังวลกับเศรษฐกิจไทยอยู่เหมือนเดิมนะ ล่าสุด กนง.ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจจากเดิม 3.5% เหลือ 3.1% มันสะท้อนมุมมองของผู้กำหนดนโยบายว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปี สิ่งนี้ล่ะ ที่มันไม่สอดคล้องกับเงินทุน (Fund Flow) ที่ไหลเข้ามาลงทุนในไทยช่วงสั้น และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชยนนท์ : คุณจะบอกว่า คุณไม่เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะขึ้นได้ยาว อย่างงั้นใช่ไหม?
เจษฏา : ผมก็อยากให้หุ้นไทยขึ้นไปยาวๆ นะ ไม่ใช่ไม่อยาก แต่การวิ่งขึ้นไปโดยที่พื้นฐานเศรษฐกิจไม่รองรับ กำไรบริษัทจดทะเบียนโตไม่ทัน มันไม่ยั่งยืนนี่สิ สิ่งนี้เลยทำให้ผมคิดว่า นักลงทุนควรระมัดระวังในการลงทุนในช่วงนี้พอสมควร อย่าเพิ่งดีใจเยอะเกินไป
ชยนนท์ : ผมกลับมองว่า ถ้าตราบใดที่ประเทศแกนหลักของโลกอย่างยุโรปและญี่ปุ่น เศรษฐกิจยังไม่ดี ทั้งๆ ที่มีคิวอีทยอยออกมาทุกๆ เดือน มันอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยมากขึ้น เหตุผลก็คือ ระหว่างที่ที่ดูแย่ กับที่ที่ดูแย่มากๆ คุณว่านักลงทุนจะเลือกที่ไหน? ดังนั้นมีโอกาสนะครับที่เงินทุนจะไหลเข้ามากขึ้น และดันตลาดหุ้นไทยไปไกลกว่าวันนี้ และทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ต่ำลงไปกว่าวันนี้อีกก็ได้
เจษฎา : มันจะไหลมาได้มากขึ้นหรอคุณแบงค์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มี.ค.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.87% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อยู่ที่ 1.82% แสดงให้เห็นว่า พันธบัตรไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรสหรัฐ ทั้งๆ ที่ Credit Rating ต่างกันพอสมควร ผมว่าเงินทุนไหลเข้ามาได้ไม่มากกว่านี้หรอกครับ
ชยนนท์ : แต่ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ เดี๋ยวเราก็จะเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐลดลงมาอีกนะคุณเจฎ แล้วเงินก็จะกล้าไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ สุดท้ายเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องจับตาดู Fund Flow ก็ไม่พ้นเรื่องเดิม นั่นก็คือ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้เมื่อไร ด้วยอัตราเร่งแบบไหน นี่ละครับ ตัวตัดสินทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้







