
ตลาดน้ำมันดิบโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่
ตลาดน้ำมันดิบโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาด เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) และทำให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สหรัฐผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นจากราว 5.5 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2010 มาเป็น 9.5 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2015 และกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเทียบเท่ารัสเซียและซาอุดิอาระเบีย ปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงมากว่า 60% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ตลาดน้ำมันดิบโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาด เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) และทำให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สหรัฐผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นจากราว 5.5 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2010 มาเป็น 9.5 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2015 และกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเทียบเท่ารัสเซียและซาอุดิอาระเบีย ปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงมากว่า 60% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันที่ตกต่ำเริ่มส่งผลกดดันในด้านอุปทาน โดยผู้ผลิตน้ำมัน Shale Oil ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการขุดเจาะน้ำมันแบบปกติ เริ่มประสบปัญหาขาดทุนและขาดแคลนสภาพคล่อง หลายแห่งเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ และบางแห่งต้องถึงกับประกาศล้มละลายลงไป โดยบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย Haynes and Boone รายงานว่านับตั้งแต่ต้นปี 2015 เป็นต้นมา มีบริษัทน้ำมันในสหรัฐล้มละลายไปแล้ว 48 บริษัท อุปทานน้ำมันที่ลดลงตามการปิดตัวของบริษัทน้ำมันในสหรัฐจะช่วยให้ภาวะอุปสงค์-อุปทานกลับสู่สมดุล และทำให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นได้ในที่สุด
การผิดนัดชำระหนี้และการล้มละลายของบริษัทน้ำมันอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดว่าจะมีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ผิดนัดชำระหนี้ในปีนี้เป็นจำนวนรวม 70 พันล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวน่าจะมีจำกัด และจะไม่ลุกลามจนเป็นปัญหาเชิงระบบ เนื่องจากบริษัทที่มีปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก บริษัทผู้ผลิตน้ำมัน Shale Oil ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งมักมีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำและสัดส่วนหนี้ต่อทุนสูง จึงจำเป็นต้องระดมทุนผ่านตลาด High Yield Bond เป็นหลัก บริษัทเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงที่จะต้องเลิกกิจการสูงเนื่องจากเสียเปรียบทั้งด้านต้นทุนการผลิตและต้นทุนทางการเงิน ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ยังมีความได้เปรียบด้านต้นทุน และมีสัดส่วนหนี้ต่อทุนต่ำ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสภาพคล่องนั้นมีจำกัด โดยจากข้อมูลที่เรารวบรวมจาก Bloomberg บริษัทผู้ผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ของโลก เช่น Shell, Exxon และ Chevron มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนที่ต่ำกว่า 0.5 เท่าทั้งหมด ในขณะผู้ผลิต Shale Oil ส่วนใหญ่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนมากกว่า 1.5 เท่าขึ้นไป
ภาคธนาคารมีการปล่อยกู้ให้บริษัทน้ำมันเป็นสัดส่วนน้อย เนื่องจากผู้ผลิต Shale Oil มักระดมทุนผ่าน High Yield Bond เป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงของภาคธนาคารต่อการล้มละลายของผู้ผลิตน้ำมันเหล่านี้มีจำกัด นอกจากนี้ธนาคารในสหรัฐ ยังมีการปล่อยกู้ให้ผู้ผลิตน้ำมันในปริมาณที่จำกัด โดยยอดปล่อยกู้ให้บริษัทพลังงาน (Oil and Gas) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 93 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับยอดสินเชื่อรวมที่ 4,325 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นราว 2.1% เท่านั้น ซึ่งสัดส่วนของสินเชื่อดังกล่าวนับเป็นสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับในช่วงปี 2007 (ก่อนวิกฤตซับไพรม์) ที่ยอดปล่อยสินเชื่อบ้านนับเป็นสัดส่วนถึง 33% ของสินเชื่อรวม
การเปิดเผยความเสี่ยงในตลาด High Yield Bond ที่โปร่งใสและไม่มีการเก็งกำไรผ่านตลาด Derivatives ตราสารหนี้ High Yield Bond ที่ออกโดยบริษัทผู้ผลิตน้ำมัน ถูกจัดอันดับเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูง (Junk-rated) ซึ่งทำให้การลงทุนในตราสารเหล่านี้นับเป็นการลงทุนในลักษณะเก็งกำไร ซึ่งแตกต่างกับในช่วงวิกฤตซับไพรม์ ที่ตราสารหนี้ประเภทที่มีสินเชื่อหนุนหลัง (MBS, CDO, etc.) ได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade และทำให้นักลงทุนไม่รับรู้ความเสี่ยงที่แท้จริง นอกจากนี้ในช่วงวิกฤตซับไพรม์ตลาดการเงินยังมีการเก็งกำไรในตราสาร Derivatives ประเภท Synthetic CDO และ CDS ซึ่งทำให้ขนาดของเงินลงทุนมีมากกว่ายอดสินเชื่อตั้งต้นมากเป็นทวีคูณ







