
“ทียูเอฟ” โชว์กำไร-ยอดขายนิวไฮ
ทียูเอฟเผย 6 เดือนแรกกำไรสุทธิเพิ่ม 6% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.93บาท
ทียูเอฟเผย 6 เดือนแรกกำไรสุทธิเพิ่ม 6% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.93บาท
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (ทียูเอฟ) ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้เท่ากับ 1,704 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 1.93 บาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่รายได้จากการขายในช่วง 6 เดือนแรกนั้น บริษัทมีรายได้ในรูปเงินเหรียญสหรัฐเท่ากับ 1,026 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3%ส่วนรายได้จากการขายในรูปเงินบาทเท่ากับ 33,421 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 34,861 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามผลประกอบการรวมในครึ่งปีแรก จะเห็นว่า บริษัทยังสร้างอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของกำไรและยอดขายรูปเงินเหรียญสหรัฐนับเป็นระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้เป็นเพราะกลยุทธ์การขยายฐานสินค้ามูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น ประกอบกับบริษัทย่อยในต่างประเทศมีผลการดำเนินงานที่ดี สามารถทำกำไรได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญราคาวัตถุดิบที่ผันผวนทั้งราคาปลาทูน่า และราคากุ้ง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปีก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2ปีนี้ นั้น นายธีรพงศ์ กล่าวต่อว่า ยอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐยังคงเพิ่มขึ้น 6% จาก 497 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2552 เป็นเท่ากับ 529 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553 ส่วนยอดขายในรูปของเงินบาท เท่ากับ 17,092 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขายของปีก่อนที่ทำได้ 17,195 ล้านบาท
ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 2 นี้ มีกำไรเท่ากับ 873 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 955 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% จากไตรมาสแรกที่มีกำไรสุทธิ 831 ล้านบาท
"ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จึงส่งผลให้ยอดขายรูปเงินบาทในไตรมาส 2 นี้ลดลง แต่ก็ลดลงเพียงแค่เล็กน้อย ส่วนกำไรสุทธิที่ลดลงเหตุผลมาจากราคาวัตถุที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลต่อมาร์จิน รวมถึงค่าใช้จ่ายตัดบัญชีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการขายโรงงานที่อเมริกันซามัวให้กับรัฐบาลซามัว ซึ่งถ้าไม่มีภาระในส่วนนี้เกิดขึ้น กำไรในไตรมาส 2 นี้จะถึงระดับ 900 ล้านบาท "นายธีรพงศ์กล่าว
สำหรับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในช่วงครึ่งปีแรกนี้ บริษัทยังมีนโยบายเดิมคือ การจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
นายธีรพงศ์กล่าวว่า สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในปีนี้ ค่อนข้างผันผวนกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ทั้งปลาทูน่าและกุ้ง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงเวลานี้ราคาวัตถุดิบจะต้องปรับลดลงโดยเฉพาะกุ้ง แต่ช่วงนี้ราคากุ้งผันผวนเร็วมาก ทั้งนี้เป็นเพราะกุ้ง ออกช้าและโตช้า เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนมาก ทำให้มีผลต่อการเลี้ยงกุ้ง ขณะที่ราคาปลาทูน่าก็ปรับขึ้นไปถึงระดับราคา 1,700 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่คาดว่าสถานการณ์จะกลับมาเหมือนเดิมในช่วงไตรมาส 3 และ 4 โดยแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังเชื่อว่าจะสามารถเติบโตในระดับที่ดีได้อีกช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วง High Season ของบริษัท
ส่วนการเข้าไปซื้อกิจการของ บริษัท MW Brands Holdings SAS นั้น จะทำให้ยอดขายของ MW Brands เข้ามารวมด้วย ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะสามารถทำยอดขายทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนปี 2555







