
กระเป๋าบาเลนเซียก้า
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เห็นรูปสะพายกระเป๋าใหญ่ยักษ์ หรือที่จริงน่าจะเรียกว่าถุงมากกว่า ทั้งนางแบบอาชีพของบาเลนเซียก้าเอง และนางแบบกิตติมศักดิ์ของไทย คือ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็เลยอดไม่ได้ที่จะเข้ามาร่วมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ หรือที่จริงเป็นการร่วมให้ข้อมูลมากกว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น เรื่องนี้ ในแง่ทรัพย์สินทางปัญญา น่าจะมองแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ด้วยกัน
ประเภทแรก คือ ลิขสิทธิ์ ที่พูดถึงกันทั้งในข่าวและ Social Media จึงควรจะได้เข้าใจว่าอะไรคือ “งานอันมีลิขสิทธิ์”
งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าถุงสีต่างๆ เป็นลายทางยาวตรงๆ นี้จะเข้าข่ายงานอะไร จิตรกรรมได้ไหม หรือศิลปกรรม ถ้าเป็นงานศิลปกรรม สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ ได้มีการสร้างสรรค์ที่เพียงพอไหม ซึ่งปรากฏว่าประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์ทั้งหลายยังถกเถียงกันอยู่ บางท่านมองว่าการทำหนังสีต่างๆ มาเรียงต่อกันยาวๆ อย่างประณีตน่าจะเข้าข่ายเป็นการสร้างสรรค์ที่เพียงพอได้ ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่าก้ำกึ่ง หรือ 50:50
ที่ผู้เขียนกล่าวถึงงานประเภทลิขสิทธิ์เป็นอันดับแรกนั้น เพราะนอกจากจะเป็นที่กล่าวขวัญกันในสังคมมากแล้ว ยังไม่ต้องมีการจดทะเบียนด้วย ถ้าถือเป็นงานดันมีลิขสิทธิ์แล้ว เมื่อมีการนำออกแสดง หรือมีการโฆษณางานนั้น เป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยภายใน 30 วันนับแต่ที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก ผู้สร้างสรรค์ก็เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้นมาแล้ว โดยมีระยะเวลาการคุ้มครองในตลอดอายุผู้สร้างสรรค์บวกอีก 50 ปี
ดังนั้น ถ้าถือว่ามีการสร้างสรรค์ที่เพียงพอ บริษัทที่ผลิตสินค้ายี่ห้อบาลังเซียก้าก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือถ้าหาเจ้าของที่ทำถุงขายที่โบ๊เบ๊คนแรกได้ เจ้าของในไทยก็มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เสียดายที่หาเจ้าของในไทยไม่ได้ ไม่เช่นนั้น คราวนี้เราจะจับฝรั่งดูบ้างฐานละเมิดลิขสิทธิ์
ประการที่สอง การจดสิทธิบัตรออกแบบ การจดสิทธิบัตรออกแบบนั้นได้ทั้งลวดลาย สีสันและรูปทรง แต่ทั้งรูปทรงที่ปรากฏและสีสันจะถือว่า “ใหม่” ได้ไหม เพราะหลักการของสิทธิบัตรนั้นต้องมีความใหม่ เรื่องรูปทรงนั้นชัดเจนว่า ไม่ได้มีความใหม่ เนื่องจากทรง ถุง หรือกระเป๋าแบบนี้ มีอยู่ทั่วไปไม่มีความใหม่ แต่เรื่องสีลายๆ นี้จะถือว่าใหม่ได้ไหม ถ้าเป็นการสลับสีที่ต่างไปจากเดิมจะเป็นอย่างไร หากถือว่าสามารถจดสิทธิบัตรออกแบบนี้ได้จะได้รับการคุ้มครอง 10 ปี แต่ในกรณีนี้เมื่อพิจารณาแล้วเป็นไปได้ยาก
ประการที่สาม การจดเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าที่ผู้เขียนพูดถึงนี้ ไม่ใช่เฉพาะเครื่องหมาย “ยี่ห้อบาเลนเซียก้า” แต่การนำลวดลายบนผืนหนังที่ทำกระเป๋ามาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะได้รับความคุ้มครอง 10 ปี และสามารถต่ออายุทุกๆ 10 ปี เรียกว่า ในทางปฏิบัตินั้นคุ้มครองตลอดไป หากมีการจดทะเบียนลวดลายหรือสีต่างๆ ที่เป็นทางๆ จริง ไม่ว่าจะผลิตบนวัสดุใด หนัง พลาสติก หรือผ้าใบ ก็ถือเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเจ้าของยี่ห้อบาเลนเซียก้า จดไว้แต่เครื่องหมายการค้ายี่ห้อของตน ไม่ได้จดลวดลายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าด้วย ต่างจากที่ “หลุยส์ วิตตอง” ดำเนิน เพราะหลุยส์ วิตตองนั้นนอกจากจะจดเครื่องหมายการค้าแล้ว ยังจดลวดลายไว้เป็นเครื่องหมายการค้าด้วย ทั้ง “LV” และเครื่องหมายลูกเต๋า ที่เรียกกันว่า “ดาเหมี่ย”
น่าเสียดายที่ลายยาวๆ สีๆ ของถุงที่โบ๊เบ๊ของไทยหาเจ้าของไม่ได้ และไม่ได้จดเป็นเครื่องหมายการค้าไว้ เนื่องจาก “Increasing the Capacity and Pace for Technology Scouting, Absorption, adaptation through a ‘Hub and Spoke’ Structure (IP Hub)” เครื่องหมายการค้านั้นจะเป็นกลุ่มของสีก็ได้ ตราบใดที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่บอกถึงคุณลักษณะของสินค้าก็สามารถจดเป็นเครื่องหมายการค้าได้ ไม่เช่นนั้นโบ๊เบ๊ของไทยคงได้เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพราะฟ้องบาเลนเซียก้าฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า







