
เสน่ห์อาเซียน
โดย...วสุ ศรีธิมาสถาพร
โดย...วสุ ศรีธิมาสถาพร
มิภาคอาเซียนกลายเป็นที่จับตาในเรื่องการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่เมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดจีดีพี (GDP) รวมกว่า 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก
มีจำนวนประชากรกว่า 600 ล้านคน หรือเกือบ 10% ของประชากรทั่วโลก ทำให้ไม่สามารถมองข้ามภาพการลงทุนในตลาดอาเซียน
สำหรับการเติบโตของอาเซียนในอนาคต คาดหมายว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณกว่า 5% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2016-2017 สำหรับประเทศหลัก 5 ประเทศ (ASEAN-5 ประกอบด้วย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) และเมื่อพิจารณาสัดส่วนมูลค่าตลาดต่อขนาดเศรษฐกิจ (Market Cap/GDP) ของบางประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย พบว่ายังคงมีสัดส่วนที่ต่ำอยู่ (ที่ระดับ 45%) เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา (ที่ระดับ 115%) จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ปัจจัยโดดเด่นที่สนับสนุนการเติบโตของอาเซียน ได้แก่
การมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก (Young Demographic) กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอาเซียนมีอายุต่ำกว่า 30 ปี คนกลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นมาเป็นประชากรวัยทำงานในภาคแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนจึงไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยการผลิตด้านแรงงานเพื่อรองรับกับการผลิตสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
วิถีชีวิตเปลี่ยนเป็นสังคมเมือง (Urbanization) มากขึ้น คาดหมายว่าภายในปี 2030 จะมีประชากรอาเซียนประมาณ 93 ล้านคน เข้าสู่สังคมเมือง ทำให้อาเซียนมีประชากรร้อยละ 43 อาศัยอยู่ในสังคมเมือง และเมื่อมีชุมชนเมืองเกิดขึ้นจะทำให้เกิดความต้องการในอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปูนซีเมนต์ เหล็ก สิ่งทอเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน และการบริการและการส่งออก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังทำให้มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะสามารถเติบโตได้จากการที่มีสาธารณูปโภคพื้นฐานเข้ามารองรับ
การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง คาดว่าชนชั้นกลางในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 4 ของประชากรในปี 2010 เป็น 2 ใน 3 ของประชากรในปี 2030 ประชากรกลุ่มนี้จะเติบโตเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้มากขึ้นและนำไปสู่การอุปโภคบริโภค การจับจ่ายใช้สอยซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อจำนวนประชากรที่ 3,000 เหรียญสหรัฐ/คน ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้โครงสร้างการบริโภคภายในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการรวมกลุ่มเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)” ยิ่งช่วยให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ
ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้อาเซียนมีความโดดเด่นในแง่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางการค้าและการลงทุน จึงเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนใน กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอาเซียน (B-ASEAN) กองทุนที่คัดเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวด้วยการวิเคราะห์รายบริษัท (Bottom-Up) ประกอบการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ (Top-Down) ใช้หลักในการบริหารกองทุนด้วยสไตล์ของกองทุนบัวหลวง ที่มีกระบวนการลงทุน (Process)ในการคัดเลือกโดยมุ่งแสวงหากิจการที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความสามารถทำกำไรชัดเจน และสามารถลงทุนได้ในระยะยาว รวมทั้งจับจังหวะเข้าซื้อขายที่ดี ซึ่งก็คือ Good Stock+Good Trade = Good Performance
กองทุนมีปรัชญาการลงทุน (Philosophy) ที่เน้นผลตอบแทนในระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ ลงทุนอย่างรอบคอบ ไม่เสี่ยงมากจนเกินควร และมีบุคลากร (People) ที่ทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก จัดสรรบุคลากรที่สนใจและชำนาญตามชนิดของหลักทรัพย์หรือตราสารที่จะลงทุน โดยกองทุน B-ASEAN ได้แบ่งนักวิเคราะห์รับผิดชอบเป็นรายประเทศ ได้ศึกษา ค้นหา ติดตามข้อมูลหุ้นของบริษัทต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างรู้ลึกรู้จริง
กองทุนจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 23-29 มี.ค.2559 มูลค่าซื้อขั้นต่ำของการเปิดบัญชีครั้งแรกและซื้อครั้งถัดไปที่ 500 บาท สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สาขาธนาคารกรุงเทพ ตัวแทนขายหน่วยลงทุน กรุงเทพประกันชีวิต หลักทรัพย์บัวหลวงและหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน
- การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)
- ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงาน ก่อนตัดสินใจลงทุน
- กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ขึ้นกับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนหรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้







