
ญวนหั่นข้าวหอมสู้
ต้องจับตาสถานการณ์ส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย ที่มีแนวโน้มจะสูญเสียตลาดส่งออกให้กับข้าวหอมของเวียดนามในปีนี้มากขึ้น หลังจากราคาข้าวหอมของเวียดนามล่าสุดปัจจุบันราคาส่งออกอยู่ที่ 420 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปรับลดจากปีที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย (ข้าวพรีเมียม) อยู่ที่ประมาณ 780-790 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ต้องจับตาสถานการณ์ส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย ที่มีแนวโน้มจะสูญเสียตลาดส่งออกให้กับข้าวหอมของเวียดนามในปีนี้มากขึ้น หลังจากราคาข้าวหอมของเวียดนามล่าสุดปัจจุบันราคาส่งออกอยู่ที่ 420 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปรับลดจากปีที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย (ข้าวพรีเมียม) อยู่ที่ประมาณ 780-790 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ประเมินว่า ข้าวหอมของเวียดนามมีโอกาสที่จะทำตลาดผู้ซื้อได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อของประเทศทั่วโลกยังไม่ดี จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวลดลง ทำให้ผู้ซื้อข้าวในตลาดใหญ่ เช่น ตลาดแอฟริกา หันไปซื้อข้าวหอมจากประเทศที่มีราคาถูกมากขึ้น
“การส่งออกข้าวหอมของเวียดนามช่วง 10 ปีไปตลาดแอฟริกาเพิ่มขึ้นทุกปี จากเดิมที่เวียดนามส่งออกแค่ปีละ 5 หมื่นตัน ล่าสุดเมื่อปี 2558 เวียดนามส่งออกข้าวหอมไปตลาดแอฟริกาเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านตัน และมีแผนว่าปีนี้จะผลักดันการส่งออกข้าวหอมของเวียดนามให้ได้ 2 ล้านตัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะเศรษฐกิจภายในแอฟริกาที่ยังไม่ดีขึ้น ย่อมอยากซื้อของถูกกว่า แม้ว่าข้าวหอมมะลิไทยจะเป็นข้าวพรีเมียม มีเอกลักษณ์ด้านความหอม แต่ปัจจุบันคุณภาพข้าวหอมมะลิของไทยกลับมีความหอมลดลง จากการเร่งใช้สารเคมีเข้ามาปลูกข้าว” ชูเกียรติ ระบุ
สำหรับการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยไปตลาดแอฟริกา พบว่า ในปี 2558 มีการส่งออก 8 แสน-1 ล้านตัน แต่คาดว่าในปี 2559 การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปตลาดแอฟริกาอาจลดลง 3 แสนตัน เหลือแค่ 7 แสนตัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยในภาพรวม ที่ตั้งเป้าว่าจะส่งออก 1.8 ล้านตัน อาจลดเหลือ 1.5 ล้านตันเท่านั้น
จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เป็นใจต่อการผลักดันส่งออกข้าวไทย กระทรวงพาณิชย์เร่งหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อผลักดันข้าวไทยในการส่งออกเพิ่มมากขึ้น
อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศหาช่องทางเจรจาผู้ผลิตเปลี่ยนมาใช้แป้งข้าวเจ้าของไทย เป็นวัตถุดิบทำผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนแป้งข้าวสาลี ที่ขณะนี้ตลาดทั่วโลกกำลังให้ความใส่ใจกับแนวคิดความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นสุขภาพและแพ้สาร Gluten ในข้าวสาลี
“เรามองว่าการผลักดันให้นำแป้งข้าวเจ้ามาผลิตสินค้าแทนแป้งข้าวสาลี จะเป็นการเพิ่มช่องทางในการส่งออกข้าวไทยรวมทั้งระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในตลาดจีนที่ปัจจุบันมีการนำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านรายได้และวิถีชีวิตท่ี่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว” รมว.พาณิชย์ ระบุ
ทั้งนี้ ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่นิยมแบรนด์ที่นำเข้าจากเอเชียเป็นหลัก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และไทย โดยสินค้าของเกาหลีและไทยได้รับความนิยมมากสุด โดยข้อมูลของอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพบว่าปริมาณความต้องการของตลาดจีนปี 2556 มีความต้องการกว่า 46,220 ล้านห่อ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ปี 2557 จีนมีความต้องการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงถึง 48,615 ล้านห่อ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.18%
แสดงให้เห็นว่าจีนยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพและนิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป







