
ถึงเวลาที่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ต้องปรองดอง เพื่อเดินต่อไปแล้วหรือไม่ในเพลานี้
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
จากข้อคิดบนคำกล่าวของใครหลายคนที่ได้ให้ไว้กับสื่อมวลชน โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว เนื่องจากขาดกำลังส่ง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกก็อยู่ในช่วงชะลอตัวเช่นกัน จึงทำให้คำสั่งซื้อจากตลาดโลกหรือภาคการส่งออกของประเทศเรามีการติดลบลดลงไป ในส่วนของภาคเอกชนนั้นต่างมีการปรับตัวรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีระดับหนึ่ง
ส่วนที่ภาครัฐกำลังทำอยู่คือเข้าไปดูแลภาคเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำและภัยแล้งที่รุนแรง การจัดมาตรการโดยเน้นหนักที่การให้เงินช่วยเหลือโดยตรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่ต้องระมัดระวังมากคือการกระตุ้นการบริโภคจนกลายเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นไปอีกนั้น ทางภาครัฐก็มีมาตรการรองรับพอสมควรแล้ว
ดังนั้น ในเวลานี้พวกเราทั้งหลาย ซึ่งในที่นี้หมายถึงภาครัฐ ภาคสถาบันการเงินทั้งเอกชนและสถาบันการเงินของรัฐ ภาคผู้กำกับดูแลสถาบันการเงิน ตัวผู้ที่เป็นลูกหนี้เอง และประชาชนทั่วไป คิดว่าสมควรแล้วหรือยังที่จะมีองค์กรตัวกลางที่มีการรวมศูนย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ปรับโครงสร้างหนี้ผู้ประกอบการและประชาชนรายย่อยแล้วหรือยัง
ผู้อ่านลองคิดพิจารณาก่อนนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด ลองอ่านข้อเสนอแนวคิดแนวทางของผมก่อนว่าพอจะทำเป็นรูปเป็นร่างได้หรือไม่
เป้าหมายสุดท้ายที่เราทุกคนต้องการ คือ “เราจะผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน และเราจะไม่ทิ้งเพื่อนของเราคนใดไว้ข้างหลังให้รับชะตากรรมเพียงลำพัง”
ผมใคร่ขอนำเสนอเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1.สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 3/2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 10.84 ล้านล้านบาท คิดเป็น 80.8% ของจีดีพี 13.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังแถลง
2.คนที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ประมาณ 45% สถาบันการเงินเฉพาะกิจประมาณ 30% สหกรณ์ออมทรัพย์ 15% บริษัทบัตรเครดิต เช่าซื้อ ลีสซิ่ง บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคล คิดเป็นประมาณ 10% คิดง่ายๆ 95% ของหนี้ครัวเรือนไทย สถาบันที่ให้กู้มี 4 ประเภท
3.เมื่อมาดูการกำกับดูแลสถาบันทั้ง 4 ประเภท จะประกอบด้วย 3.1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 3.2 กระทรวงการคลัง 3.3 กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 3.4 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
4.ในความเป็นจริงของชีวิต ลูกหนี้รายย่อยจะเป็นหนี้หลายแห่งหลายบัญชี เช่น ผู้เขียนมีหนี้เงินกู้บ้านกับธนาคาร A ผ่อนรถยนต์กับบริษัทเช่าซื้อ B มีบัตรเครดิต 2 ใบ กับผู้ให้บริการบัตรเครดิต C และ D และมีสินเชื่อส่วนบุคคลกับสถาบันการเงิน E อย่างเมื่อมีเจ้าหนี้หลายแห่งก็ต้องผ่อนหลายทาง โอกาสจะค้างก็มีหลายที่ใช่หรือไม่
5.สินเชื่อทุกบริการจะให้การอนุมัติได้ก็ต้องมีเกณฑ์อย่างน้อยที่ต้องคิด คือ จะให้สินเชื่อเป็นกี่เท่าของรายได้ เพราะสถาบันการเงินต้องการดู Financial Ratio บางตัว เช่น Debt to income ดูว่าคนนี้มีหนี้กี่เท่าของรายได้ ภาระหนี้ที่คนคนนั้น ลูกหนี้รายนั้นจะต้องชำระเป็นเงินต่อเดือนเท่าไร เมื่อเอามาหารด้วยรายได้จะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เกิน 40-50% ของรายได้หรือเปล่า ดัชนีนี้เรียก Debt Service Ratio หรือ DSR Ratio เพราะถ้ามันเกินเกณฑ์แล้ว มันก็ยากที่จะมีหนี้ใหม่ หรือยากที่จะหาหนี้ใหม่มาเพิ่มในเวลานี้
6.เวลาที่เกิดปัญหาติดขัด จ่ายหนี้ไม่ได้ในงวดใดงวดหนึ่งของบัญชีใดบัญชีหนึ่ง หรือไม่ว่าการติดตามหนี้จะมาจากทุกทิศทุกทางของเจ้าหนี้รายไหน แต่คนที่เป็นลูกหนี้ก็มีคนเดียว และลูกหนี้จะมีรายได้ทางเดียวเสมอ การจัดสรรเงินที่ได้มาเพื่อจ่ายหนี้จะทำกันอย่างไร การเร่งฟ้องจะมีมากขึ้นไหม เพราะเจ้าหนี้รายใดได้รับชำระก่อนในเดือนนั้นก็ถือว่ารอดตัวไปครับ
7.ถ้ามีองค์กรตัวกลางหรือสถาบันมาทำหน้าที่ช่วยให้การปรับโครงสร้างหนี้แบบรวมศูนย์ โดยมีเงื่อนไขว่าลูกหนี้สมัครใจเข้าโครงการด้วยตนเอง ทางศูนย์จะประสานงานจะรวมยอดหนี้จากรายงานเครดิตบูโรแล้วแจ้ง หรือบอกไปยังสถาบันการเงินต้นทางว่าลูกค้าอยู่ในสถานะไหน หรืออาจจะมีตารางสำเร็จรูปในการกำหนดเงื่อนไขการชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายเป็นจำนวนขั้นต่ำ (มีสูตรคล้ายๆ มาตรฐานกลาง) จากนั้นลูกหนี้ก็มาเซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยหรือหนี้ประชาชนรายย่อย โดยมีแบบสัญญามาตรฐานเดียวใช้ได้กับลูกหนี้ทุกคนหลังการปรับโครงสร้างหนี้
8.การรวมศูนย์เบ็ดเสร็จและทำแบบนี้จะทำให้ต้นทุนในการวิ่งเจรจาแก้ไขหนี้ทำได้เร็วขึ้น มีค่าใช้จ่ายลดลงไปมาก เพราะเมื่อมาที่ศูนย์ที่เดียวก็จะได้คุยกับเจ้าหนี้ทุกราย รูปแบบคล้ายๆ ศูนย์ดำรงธรรมภาคหนี้สิน ที่ลูกค้าประชาชนคนทำการค้าการขายมาแล้วจบแบบเบ็ดเสร็จ
9.ศูนย์นี้ตามความคิดของผมต้องไม่สร้างแรงจูงใจว่า ไม่จ่ายหนี้จะมีรางวัล คือมีการลดหนี้ให้มากมาย หรือเป็นแค่ที่รวมหนี้ของใครๆ แล้วให้ภาครัฐเอาเงินหลวงมาจ่ายหนี้แทน แล้วเจ้าตัวคนสร้างปัญหาก็ไปก่อหนี้ได้อีก อย่างนี้ไม่เอา ศูนย์นี้ไม่ทำ
อธิบายเพิ่มเติมคือ เกิดเป็นหนี้เสียแล้วท้ายสุดไม่ต้องชำระคืนเต็มจำนวน อย่างนี้ทำไม่ได้นะครับ ต้องไม่ทำหน้าที่หาแหล่งเงิน ต้องไม่ไปรับประกันความสำเร็จ ศูนย์นี้ต้องยอมรับความจริงว่าจะไม่ช่วยคนที่มีความสามารถในการชำระหนี้สูง แต่มีความตั้งใจที่จะชำระหนี้ต่ำ เป็นต้น
ในบรรดาลูกหนี้ทั้งหลาย ทั้งหนี้ที่เกิดจากการค้าขาย จากการใช้จ่าย ในทางส่วนตัวผมเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหา แม้ว่าหนี้เสียจะคิดเป็นจำนวนที่ต่ำมาก ควบคุมได้ และไม่เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจก็ตาม หากแต่การมีศูนย์แบบนี้มันจะดีกว่าไม่มีใช่หรือไม่ในเวลานี้
เราอาจตั้งชื่อโครงการนี้ว่า การเผชิญหน้า เผชิญหนี้ โดย “ศูนย์ไกล่เกลี่ย เคลียร์หนี้ เพื่อชุบชีวีประชาชนรายย่อย”
สุดท้ายครับ การใช้มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงขาลงนั้น ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมทั้ง 4 มิติ คือ ช้า-เร็ว-หนัก-เบา เพราะหากใช้ในทางที่ผิดแบบที่ทำกันมาก่อนการเข้าควบคุมอำนาจมันจะเกิดผลลบมากกว่า การกระตุ้นให้เอกชนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในอีก 2 ปีข้างหน้า เป็นเรื่องที่ต้องทำ การมีมาตรการช่วยคนที่เป็นหนี้ต้องไม่ให้เสียวินัยทางการเงิน เป็นหนี้ต้องใช้หนี้ สัญญาต้องเป็นสัญญา
การรณรงค์ให้ผู้คนออมเงิน เพื่อมิให้เกิดอาการดังที่เขาพูดกันว่า
“เป็นเรื่องน่าเสียใจถ้าต้องตายก่อนเงินหมด แต่เป็นเรื่องน่าสลดถ้าเงินหมดก่อนตัวจะตาย”
อยากลองให้ผู้อ่านทุกท่านคิดต่อนะครับ







