
จุดหักเหเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
หากใช้ดัชนีตลาดหุ้นโลกเป็นกระจกสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลก ก็น่าจะเชื่อได้ว่าช่วงเวลาการฟื้นตัว (ที่มักมีอัตราการเติบโตสูง) จากจุดต่ำสุดหลังภาวะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อปลายปี 2014 โดยตลอดระยะเวลา 6 ปี นับแต่ต้นปี 2009 ถึงปลายปี 2014 ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวขึ้น 150% หรือเท่ากับการเติบโตในอัตรา 16% ต่อปี ในขณะที่ปี 2015 เกิดความผันผวนในตัวแปรสำคัญหลายตัวที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น ทำให้ผลตอบแทนหุ้นโลกตลอดปี 2015 กลายเป็น -1.78% และในต้นปี 2016 โดยเฉพาะในเดือน ม.ค. ตลาดหุ้นโลกปรับลดลงเดือนเดียว 6% ซึ่งเป็นผลตอบแทนเดือน ม.ค. ที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติการณ์หุ้นโลก
อย่างไรก็ดี ในราวกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกสามารถพลิกกลับมาฟื้นตัวได้โดยเฉลี่ยประมาณ 8.99% เมื่อนักลงทุนคลายความกังวลในหลายตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่เชื่อว่า FED จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่เคยคาดไว้ ปัญหาการผลิตน้ำมันล้นตลาดดูดีขึ้นเมื่อผู้ผลิตพยายามพูดคุยกัน และจีนพยายามทุกวิถีทางที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่าจากนี้ต่อไปเศรษฐกิจโลกและตลาดทุนจะหักเหต่อไปในทิศทางใด
เมื่อตรวจสอบความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์การลงทุนแล้ว พบว่ามีความเห็นแบ่งเป็น 2 ขั้ว ขั้วแรกเห็นว่าดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจหลายตัวกำลังส่งสัญญาณถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐที่อ่อนตัวลง หากเกิดขึ้นพร้อมกับการอ่อนตัวของดัชนีการบริโภค (ขณะนี้ทรงตัว) ก็มักจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำตามมา ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งเชื่อว่าธนาคารกลางต่างๆ นำโดย FED จะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจโลกไปได้ และการปรับตัวลงของหุ้นโลกเกิดจากความตกใจมากเกินไป
ต้องยอมรับว่าการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกทำได้ยากมาก เพราะปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด ตั้งแต่ปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ปัญหาความเปราะบางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป และแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ นักลงทุนจึงควรปรับพอร์ตให้อยู่ในโหมดระมัดระวัง สร้างสมดุลด้านความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ โดยลดอัตราส่วนในสินทรัพย์เสี่ยงลง เช่น หุ้น และติดตามภาวการณ์ที่เปลี่ยนไปเพื่อปรับพอร์ต (ซึ่งอาจต้องทำถี่ขึ้นในช่วงนี้) ให้เหมาะสม







