posttoday
เอกชนเสี่ยงอีไอเอ

เอกชนเสี่ยงอีไอเอ

12 มีนาคม 2559

"คมนาคม" ยันมาตรา44 ดัน 14 โครงการเร็วขึ้น 6-18 เดือน

"คมนาคม" ยันมาตรา44 ดัน 14 โครงการเร็วขึ้น 6-18 เดือน

กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเห็นด้วยกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 ให้แก้ไข มาตรา 47 พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อปลดล็อกโครงการเร่งด่วนของรัฐ ควบคู่กับการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมักติดขัดและใช้เวลาการทำอีไอเอนานมาก รัฐบาลจึงต้องการเร่งการลงทุนภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนในระบบ

“แต่การเปิดประมูลงานคู่ขนานการทำอีไอเอ แล้วค่อยเซ็นสัญญาภายหลังอีไอเอผ่าน ภาคเอกชนก็มีความเสี่ยงกรณีอีไอเอไม่ผ่าน เพราะไม่มีข้อผูกพันใดๆ กับรัฐ ผู้รับเหมาคงจะต้องชั่งน้ำหนักว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะคุ้มหรือไม่กับการได้งาน เพราะก่อนจะก่อสร้างต้องเตรียมการหลายเรื่อง ทั้งเงินลงทุน วัสดุต่างๆ รวมถึงแรงงานที่ต้องเตรียมไว้ หากโครงการไม่ผ่านอีไอเอ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับเหมาที่ต้องรับเอาไว้เอง”แหล่งข่าวระบุ

ผู้รับเหมารายเดิมระบุอีกว่า หากมองอีกมุม ผู้รับเหมาที่จะรับงานเมกะโปรเจกต์ย่อมมีศักยภาพมากพอจะรองรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ จึงคาดว่าการใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหานี้อาจจะช่วยให้งานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รอการประมูลอยู่ออกมาได้เร็วขึ้น

สำหรับความคืบหน้าโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วน หรือแอ็กชั่นแพลน จำนวน 20 โครงการ ที่จะได้อานิสงส์จากคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ จะช่วยโครงการลงทุนเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมที่เหลืออยู่ 14 โครงการ เร็วขึ้นจากปกติ 6-18 เดือน จากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการลงทุนก่อสร้างไปแล้ว 6 โครงการ

พีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการเร่งด่วนดังกล่าว เช่น มอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี รถไฟทางคู่นครปฐม-หัวหิน รถไฟทางคู่หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ รถไฟทางคู่ลพบุรี-ปากน้ำโพ โครงการรถไฟไทย-จีน โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และโครงการรถไฟสายสีม่วงช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ

ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีก 8 เส้นทาง รวมถึงโครงการเพิ่มเติมอื่นๆ หากมีความพร้อมจะทยอยเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ และเปิดประมูลต่อไป

ทั้งนี้ โครงการโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วน มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เมื่อรวมโครงการหน่วยงานอื่นที่เหลือมาดำเนินการจะมีมูลค่ารวมร่วม 2 ล้านล้านบาท

ด้าน สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการกรมชลประทาน กล่าวว่า ภายใต้คำสั่ง 9/2559 อาจจะมีประโยชน์กับโครงการของกรมชลประทานที่มีแนวโน้มว่าจะผ่านอีไอเอแน่นอน หรือเป็นโครงการที่มีการแก้ไขผลการศึกษาอีไอเออีกเล็กน้อยเท่านั้น เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังหีบ จ.นครศรีธรรมราช โครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว จ.ตราด และอ่างเก็บน้ำยวน จ.พะเยา ซึ่งจะทำให้การเปิดประมูลเร็วขึ้น 1-2 ปี

“คำสั่งหัวหน้า คสช.ไม่ได้ล้มล้างการทำอีไอเอ เช่น การสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทุกอย่างยังต้องผ่านอีไอเอ จึงจะเปิดประมูลและก่อสร้าง โครงการทั้งหมดยังต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงจะเริ่มดำเนินการประมูลได้” สมเกียรติ ระบุ

ขณะที่ รัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การดำเนินการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ในช่วงที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการเปิดประมูลคัดเลือกผู้รับเหมาไปพร้อมๆ กับการจัดทำอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ อยู่แล้ว แต่จะไม่มีการลงนามสัญญาหรือมีเงื่อนไขผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะหากอีไอเอไม่ผ่าน โครงการก็ต้องล้มไป และผู้ชนะการประมูลก็ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้

“โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ตอนนี้อยู่ระหว่างทำอีไอเอและอีเอชไอเอ ในส่วนโรงไฟฟ้าและท่าเรือน้ำลึก แต่ยังเปิดประมูลไม่ได้จนกว่าคณะกรรมการไตรภาคีจะได้ข้อยุติว่าจะเห็นชอบให้มีการก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งยังต้องใช้เวลาศึกษาอีก 7 เดือน

“เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งอยู่ระหว่างการทำอีไอเอ ทาง กฟผ.อยู่ระหว่างจัดทำร่างเอกสารทีโออาร์ และต้องย้ำว่าทุกโครงการที่เปิดประมูลไปแล้วจะไม่มีผลผูกพัน และหากโครงการไม่ผ่านอีไอเอก็ก่อสร้างไม่ได้” รัตนชัย กล่าว

รัตนชัย ให้ความเห็นว่า แม้ว่าคำสั่งที่ 9/2559 จะบอกว่าเมื่อเปิดประมูลไปแล้ว เอกชนที่ชนะการประมูลสามารถลงทุนไปพลางก่อนได้ ก่อนอีไอเอผ่าน แต่โดยข้อเท็จจริงคงไม่มีเอกชนรายใดเสี่ยงลงทุนไปก่อนแน่นอน เพราะหากอีไอเอไม่ผ่านก็จะ
เสียหายมาก และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเอกชนที่ชนะการประมูล เช่น โรงไฟฟ้า ก็ไม่มีรายใดลงทุนไปก่อนจะเซ็นสัญญาแม้แต่รายเดียว

ด้าน พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ขณะที่การเดินหน้าโครงการลงทุนรถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของ รฟม.ทุกโครงการยังเป็นกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เร่งรัด

ฝ่ายนักวิชาการ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ยังไม่สามารถจะประเมินได้ชัดว่าตามคำสั่งหัวหน้า คสช.จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่ อย่างไร เพราะยังไม่มีข้อมูล

“แต่การลดขั้นตอนอุปสรรคการดำเนินโครงการก็น่าจะดี แต่ก็จะต้องไม่ละเมิดสิทธิของชุมชน คำนึงและให้ความสำคัญกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย” สมชัย ระบุ

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท