
โรงสีเกริก พลิกกลยุทธ์ข้าวไทย
จากการขยายตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
จากการขยายตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยขยายตัวเกือบทุกรายการโดยเฉพาะข้าว ที่แม้ต้องประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 แต่ยังคงเป็นสินค้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการที่พร้อมฉวยโอกาสในจังหวะที่ทุกประเทศกำลังปรับตัวก้าวสู่เออีซีอย่างเต็มตัว
สุทิน กองทอง ประธานชมรมผู้ผลิตข้าวญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการโรงสีข้าวเกริก เปิดเผยว่า จากปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ทำให้ผลผลิตข้าวที่ส่งเข้า
โรงสีลดลง จากปกติมีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,000 ไร่ มีเกษตรกรเครือข่าย 500-600 ราย กำลังการผลิตรวม 1,500-2,000 ตันข้าวสาร/ปี แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกลดลงเหลือประมาณ 3,000 ไร่ เนื่องจากบางพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ทำให้ผลิตไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาด เนื่องจากผลผลิตนาปรังลดลงในบางพื้นที่
“โรงสีมีการวางระบบการทำนาแบบครบวงจร หรือคอนแทรกต์ ฟาร์มมิ่ง โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และมีนักวิชาการ เป็นพี่เลี้ยงคอยให้ความรู้แก่เกษตรกร รวมทั้งประกันราคา รับซื้อผลผลิตคืนทั้งหมด” สุทิน กล่าว
ปัจจุบันการจำหน่ายข้าวหน้าร้านมีไว้สำหรับเป็นของฝาก หรือบริโภคภายในเขตจังหวัดและบริเวณใกล้เคียง โดยลูกค้าจะเข้ามาทำการซื้อและขนถ่ายเอง สำหรับพ่อค้าคนกลางที่จะทำการส่งออกก็จะมารับสินค้าเอง โดยผลิตภัณฑ์ของโรงสีข้าวเกริกหลักๆ ประกอบด้วย ข้าวญี่ปุ่น 70% ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมนิล และข้าวไรซ์เบอร์รี่ 30%
อย่างไรก็ตาม ตลาดข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความต้องการบริโภคอยู่ที่ประมาณ 1-1.2 หมื่นตัน/ปี มูลค่าประมาณ 420 ล้านบาท และแนวโน้มของตลาดข้าวญี่ปุ่นในปีนี้จะเติบโตขึ้นอย่างน้อย 15-20% จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะส่งผลดีต่อการส่งออก และจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัว ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของโรงสีข้าวเกริกเติบโตขึ้นประมาณ 5-10% จากปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 80-100 ล้านบาท/ปี เพิ่มเป็น 120 ล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ ได้ต่อยอดธุรกิจโดยนำรำข้าวหอมนิลและข้าวญี่ปุ่นมาสกัดเย็น เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม บำรุงผิว เช่น สบู่ เซรั่ม และอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ “ถาดทอง”
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโรงสีข้าวเกริกเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค(โอปอย) จำนวน 1 แผนงาน คือ แผนงานที่ 4 การลดต้นทุนพลังงาน เนื่องจากพบว่ามีการใช้พลังงานมากและยังไม่มีมาตรการในการลดต้นทุน
สุทิน กล่าวว่า การแข่งขันในปัจจุบันเกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้จากการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ พร้อมหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับผลผลิต เพื่อให้ตรงต่อความต้องการของตลาดในการบริโภคเพื่อสุขภาพ รวมถึงผู้ประกอบการจำเป็นต้องขยายตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง







