
ข้อพิพาทบนหาดราไวย์
เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2559 เกิดเหตุปะทะกันระหว่างชุมชนชาวเลราไวย์ (หรือชาวอูรักลาโว้ย) บริเวณหาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และกลุ่มชายฉกรรจ์ร่วม 50 คน ของบริษัทเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและต้องการสร้างที่พักตากอากาศริมหาดราไวย์
เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2559 เกิดเหตุปะทะกันระหว่างชุมชนชาวเลราไวย์ (หรือชาวอูรักลาโว้ย) บริเวณหาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และกลุ่มชายฉกรรจ์ร่วม 50 คน ของบริษัทเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและต้องการสร้างที่พักตากอากาศริมหาดราไวย์
เหตุการณ์ครั้งนี้สืบเนื่องจากบริษัทเอกชนได้มอบหมายให้กลุ่มตัวแทนเข้าปรับปรุงที่ดินที่มีเนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ เพื่อสร้างเป็นที่พักตากอากาศ ที่ดินนี้อยู่ติดกับที่ตั้งของชุมชนชาวเลราไวย์ โดยบริเวณช่วงรอยต่อที่ดินอยู่ติดชายหาดนั้น ซึ่งมีระยะทางประมาณ 300-400 เมตร ส่วนหนึ่งติดกับเส้นทางที่ชาวเลราไวย์ใช้เดินเพื่อไปประกอบพิธีกรรมบาลัย (การขอขมาต่อทะเล) และไปสุสานบรรพบุรุษ ทั้งเป็นเส้นทางออกทะเล
กลุ่มตัวแทนได้ทำกำแพงกั้น สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเลราไวย์ เพราะชาวเลราไวย์ได้ใช้เส้นทางมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทั้งยังเป็นเส้นทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาสเพื่อทรงเยี่ยมชุมชนชาวเลราไวย์แห่งนี้เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2502 ถือได้ว่าเป็นเส้นทางที่มีคุณค่าทางจิตใจ
บริษัทเอกชนได้ที่ดินมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นการเปลี่ยนมือมาเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว นับแต่ได้ที่ดินมาทางบริษัทเอกชนได้พยายามเข้ามาปรับปรุงพื้นที่โดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะชาวเลราไวย์ บริษัทเอกชนจึงต้องสร้างกำแพงเพื่อป้องกันการขัดขวาง
การเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างบริษัทเอกชนและชาวเลราไวย์ที่มีหน่วยงานของรัฐเป็นตัวกลางในการเจรจาที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2559 ซึ่งบริษัทเอกชนยอมยกที่ดินให้ 2 งาน แลกกับการย้ายสถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่ชาวเลราไวย์ปฏิเสธ เพราะสถานที่นั้นมีความสำคัญทางจิตวิญญาณของชุมชนซึ่งไม่สามารถย้ายไปย้ายมาได้ ทางด้านชาวเลราไวย์มีความประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์พื้นที่ตามเส้นทางเดิมที่ผ่าน แต่บริษัทเอกชนยืนยันที่จะพัฒนาจุดดังกล่าวตามแผน
ปัญหาเรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอได้ให้ข้อมูลว่า ที่ดินที่พิพาทนี้มีหลักฐานว่า การได้ที่ดินมาอาจไม่ถูกต้อง ซึ่งพร้อมที่จะให้ข้อเท็จจริงและหลักฐาน หากจะเพิกถอนโฉนด ในขณะที่เจ้าของที่ดินที่ติดกับที่พิพาทก็ยืนยันว่าที่ดินแถบนั้นมีการออกโฉนดที่ดินมาถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน
กรณีที่ดินมีโฉนด หากออกโฉนดไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก แม้จะโอนเปลี่ยนมือกี่ทอดก็ตาม ถือว่าผิดกฎหมายสามารถเพิกถอนได้เสมอ เปรียบเสมือนการติดกระดุมที่ผิดตั้งแต่เม็ดแรกแล้ว กระดุมเม็ดสุดท้ายก็ยังผิดอยู่นั่นเอง
ศาลได้เคยเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณประโยชน์ “คลองพุกง” ตำบล/อำเภอท้ายเมือง จังหวัดพังงา บางส่วน รวมทั้งออกทับที่ป่าสงวน 7 ไร่ ซึ่งป่าถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน และสงวนไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และในคดีอื่นๆ ก็เช่นกัน
กรณีที่พิพาทหาดราไวย์ เมื่อชาวเลราไวย์ได้ใช้ที่ดินของบริษัทเอกชนเป็นทางเข้าออกมาหลายชั่วอายุคน ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะไปแล้ว แม้ไม่มีการจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะก็ตาม แต่ถือว่าเจ้าของที่ดินอุทิศยกที่ดินให้่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะโดยพฤตินัยเกินกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งกรณีแบบนี้ได้มีแนวคำพิพากษาฎีกาแล้วหลายคดี ทำให้ไม่ต้องถกเถียงเรื่องทางเข้าออกกันอีก
การแก้ไขปัญหานี้ต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบกัน







