
บึ้มลูก2ขย่มศก.‘คิงเพาเวอร์’วูบท่องเที่ยวทรุดต่อ
โพสต์ทูเดย์ — บึ้มรางน้ำ แห่งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ทุบท่องเที่ยวที่แย่ให้ทรุดไปอีก คิง เพาเวอร์ ยันบริษัทไม่เกี่ยวการเมือง ชี้ยอดตกไป 20%
ระเบิดกลางเมือง 2 ครั้งในรอบสัปดาห์ ช่วงเย็นวันอาทิตย์ ที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ กับล่าสุดตี 1 ของวันศุกร์ที่ 30 ก.ค. ที่ซอยรางน้ำ ถือเป็นความรุนแรงที่กลับมาเขย่าเศรษฐกิจอีกครั้ง
นายจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ในส่วนตัวไม่ขอแสดงความคิดเห็นกับเหตุการณ์ระเบิดใกล้สถานที่ตั้งบริษัท คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เมื่อคืนวันที่ 30 ก.ค. เพราะมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ และที่ผ่านมาบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง
ทั้งนี้ ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดเหตุความรุนแรงในช่วงเดือน มี.ค.พ.ค.ที่ผ่านมา ได้กระทบยอดขายลดลง 20% เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยช่วงดังกล่าว ประกอบกับช่วงนี้เข้าสู่นอกฤดูท่องเที่ยว ทำให้ 6 เดือนแรกปีนี้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
อย่างไรก็ตามบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับลูกค้าคนไทย รวมถึงกระตุ้นยอดขายผ่านสมาชิกบัตรคิงเพาเวอร์ คนไทยที่มีฐานลูกค้ากว่า 5 แสนราย ผ่านพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น บัตรเครดิต
นอกจากนี้บริษัทได้เพิ่มความถี่ในการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย รวมถึงเพิ่มความน่าสนใจผ่านตัวกิจกรรม เช่น ช็อปชิงโชคลุ้นรถ เป็นต้น โดยตั้งเป้ามียอดขาย 2.2 หมื่นล้านบาท
“
ระเบิดที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ แต่เชื่อว่าถ้าช่วงไตรมาสที่ 4 การเมืองภายในประเทศนิ่ง และไม่เกิดความรุนแรงใดๆขึ้นอีก การท่องเที่ยวของไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง”นายจุลจิตต์ กล่าว นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการสัมพันธ์ไทยจีน กล่าวว่า เหตุการณ์ระเบิดกลางกรุงรอบ 2 ในช่วงไม่ถึง 1 สัปดาห์ กระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 23 วันนี้ว่าการเผยแพร่ข่าวสารออกต่างประเทศจะมีการรายงานในลักษณะใด โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ้าความรุนแรงมีผู้สนใจวงกว้าง อาจกระทบการเดินทางมาไทยเดือน ต.ค.นี้นอกจานกี้ต้องติดตามว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศจะเพิ่มระดับการเตือนนักท่องเที่ยวห้ามเดินทางมาไทยหรือไม่ หากมีการยกระดับการเตือน อุตาสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะตกอยู่ในภาวะลำบากอีกครั้ง เหมือนช่วงเกิดความรุนแรงทางการเมืองเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานายอภิชาติ สังฆอารี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการสัมพันธ์ไทยจีน เปิดเผยว่า เหตุระเบิดรายวันที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยปิดประตูเรื่องการท่องเที่ยวในปีนี้ลงอย่างน่าเสียดาย เพราะสถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แต่เหตุระเบิดจะส่งผลต่อการตัดสินใจจองมาเที่ยวช่วงปลายปี
ทั้งนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงต้องควบคุมไม่ให้เหตุการณ์นี้ขยายวงไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาไทยไม่ถึง 10 ล้านคน ซึ่งต้องการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับความจริง และจัดเก็บสถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และอิงกับความจริงให้มากที่สุด
นายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือทิก้า เปิดเผยว่า ธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะนี้ไม่มียอดจองล่วงหน้าเข้ามา โดยมีอัตราเป็น 0% เพราะนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจต่อสถานการณืที่เกิดขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เปลี่ยนเส้นทางการจองไปยังประเทส อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง แทนประเทศไทย
อย่างไรก็ตามในช่วงนี้เป็นฤดูกาลจองล่วงหน้าของกลุ่มยุโรป อเมริกา เมื่อเกิดมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการกับปัญหาได้ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างหนัก และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะกระทบต่อธุรกิจไมซ์ให้ฟื้นตัวได้ยากและนานกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยคาดว่าจะฟื้นตัวได้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 เพราะไมซ์จะฟื้นช้ากว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปอย่องน้อย 6 เดือน
“
ท่องเที่ยวไทยถูกตุ๋นจนเปื่อยแล้ว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหมดปัญหาในการปรับกลยุทธ์มาสุ้กับปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ยิ่งเกิดความไม่สงบ การฟื้นตัวก็จะถอยหลังช้าไปอีก จนไม่สามารถประเมินได้อย่างแท้จริงว่าจะกลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อใด เพราะภาครัฐไม่ได้มีการยื่นมีมาช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม” นายสุเมธ กล่าวอย่างไรก็ตามทิก้าเชื่อว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์เดินทางเข้าไทยได้เต็มที่ 4.5 แสนคน สร้างรายได้เพียง 3 หมื่นล้านบาท เทียบกับเป้าหมายของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมสัมนาและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. ตั้งเป้ารายได้ 4.5 หมื่นล้านบาท จำนวน 6.2 แสนคน โดยลดลง 2030%







