'กูเกิล'ชี้ไร้แผนเปิด ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย
กูเกิลชี้ยังไม่มีแผนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ชู 4 กลยุทธ์เดินหน้าธุรกิจ
กูเกิลชี้ยังไม่มีแผนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ชู 4 กลยุทธ์เดินหน้าธุรกิจ
นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่แทนหัวหน้าคนก่อนเพียง 2 เดือน ขณะนี้จึงยังไม่พร้อมให้ข้อมูล เกี่ยวกับการร่วมมือกับภาครัฐ ส่วนแผนการลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะนี้ ยังไม่มีกำหนดจะลงทุนในประเทศไทย
"นโยบายหลักของทางกูเกิลนั้น คือ การให้ความร่วมมือกับทุกรัฐบาลทั่วโลก แต่ในความรับผิดชอบของผม จะดูแลส่วนของการตลาดเท่านั้น และยังยืนยันว่ากูเกิลประเทศไทยยังไม่มีแผนเกี่ยวกับการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จะเน้นในเรื่องของกลยุทธ์ทางการตลาดก่อน โดยผู้ใช้งานเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทใส่ใจถึงความปลอดภัยในการเข้าใช้งานและรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า" นายคิง ระบุ
ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของกูเกิลต่อจากนี้ จะเน้น 4 เรื่องหลัก คือ 1.สร้างความมั่นใจในการเข้าใช้งาน 2.สร้างคอนเทนต์ท้องถิ่น 3.สนับสนุนภาคการศึกษา และ 4.สนับสนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอี
"จำนวนการใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยมีถึง 64% และมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนค้นหาข้อมูลร้านค้าบนโลกออนไลน์และสั่งซื้อสินค้าทันทีกว่า 60% แสดงให้เห็นว่าธุรกิจขนาดเล็กและกลางยังมีโอกาสอีกมาก หากรู้จักเข้ามาพัฒนาคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการของคนกลุ่มนี้ ทั้งยังต่อยอดไปยังตลาดโลกได้ด้วย" นายคิง กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 ที่ผ่านมา กูเกิลได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่มีการใช้งานโลกออนไลน์แบบโมบายเฟิร์ส พบว่า ประเทศไทยมีการเติบโตสูงที่สุดถึง 37% รองลงมาคือมาเลเซีย 36% ซึ่งคนไทยตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านทางสมาร์ทโฟนอย่างรวดเร็วถึง 31% สูงกว่าสหรัฐที่มีเพียง 10% และอังกฤษที่มีเพียง 7% เท่านั้น
"เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เกิดความต้องการซื้อขายแบบทันทีตลอด 24 ชั่วโมง หากภาคธุรกิจต้องการที่จะประสบความสำเร็จควรมีแผนบุกออนไลน์ที่ชัดเจน ใช้เครื่องมือให้เหมาะสม ทำคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและข้อมูลที่ลูกค้าได้รับต้องมีคุณภาพ ซึ่งเรายังเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยให้บริษัทมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง" นายคิง กล่าว
นอกจากนี้ กูเกิลจะเร่งให้ความรู้แก่ภาคธุรกิจที่มีความพร้อมด้านดิจิทัลที่มีอยู่ประมาณ 2.5-3 แสนราย มีโอกาสได้ใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ของกูเกิลให้มากขึ้น ตั้งเป้าธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะเข้ามาใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ในสิ้นปีนี้ประมาณ 1 ล้านราย
"ความท้าทายของตลาดประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คือ การเข้าถึงออนไลน์ระหว่างคน กทม.กับต่างจังหวัดยังห่างกันมาก การสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัดเข้าถึงโลกออนไลน์มากขึ้นนั้นทำให้เราต้องลงทุนอย่างมหาศาลและต่อเนื่องในการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยและเพิ่มโอกาสให้คนอยากเข้ามาใช้งานออนไลน์มากขึ้น โดยทีมงานได้พัฒนาฟีเจอร์ในระบบทั้งหมดไปแล้วกว่า 45 ฟีเจอร์ จากทั้งหมด 55 ฟีเจอร์" นายคิง กล่าวทิ้งท้าย


