
รัฐธรรมนูญปริศนา หนีเสือเจอะจระเข้?
ผมถูกสอนมาในโรงเรียนว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเป็นสัญญาทางสังคม ระหว่างบุคคล โดยที่สังคมถูกจัดระเบียบ
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล
ผมถูกสอนมาในโรงเรียนว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเป็นสัญญาทางสังคม ระหว่างบุคคล โดยที่สังคมถูกจัดระเบียบ และได้ถูกมอบหมายด้วยหน้าที่ที่จะต้องปกป้องทุกคน และมอบสวัสดิการให้ทุกคน
แต่หลังจากได้อ่านร่างฉบับล่าสุดของรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะเป็นฉบับที่ 20 ของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2475 ทำไมผมถึงรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผมปฏิเสธไม่ได้ เหมือนคำพูดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ไม่รู้ว่าสมองผม หรือลายเซ็นของผม จะอยู่บนสัญญา แย่ไปกว่านั้น เป็นไปได้ไหมที่ผมอาจตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง แล้วเจอหัวม้าอยู่บนเตียงผม หากผมเลือกที่จะไม่ทำตามรัฐบาลทหาร ประเทศไทยเป็นประเทศที่อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ และมักจะเกิดขึ้นด้วย
เล่นการเมืองกับเศรษฐกิจเป็นธุรกิจที่แพงมาก ต้องยอมรับว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลังรัฐประหาร เป็นอะไรที่วิเคราะห์ยากมาก เพราะต้องคำนึงถึงว่าจะมีสถานการณ์รุนแรงแค่ไหน แต่ส่วนมาก รัฐประหารมักจะทำให้การขยายตัวชะลอลง และก็จะมีการลดรายได้เช่นกัน โดยเฉลี่ย จะลดประมาณร้อยละ 3.5 ในปีหลังการรัฐประหาร และยอดรวมอยู่ที่ร้อยละ 7 ดังปรากฏในหนังสือของ Paul Collier ซึ่งเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Oxford เขียนไว้เมื่อปี ค.ศ. 2009
จึงเป็นเรื่องที่ไม่ทำให้คนแปลกใจที่จะเห็นว่า เศรษฐกิจไม่ดีในช่วงสองปีหลังที่เกิดรัฐประหารในปี ค.ศ. 2014 สำหรับปีนี้ ข้อมูลต่างๆ ระบุว่า อาจจะยากที่จะมีการขยายตัวของเศรษฐกิจ การบริโภคภายในประเทศอ่อนแรงมาก การขยายตัวของการส่งออก ได้ลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 13 เดือน โดยลดลงไปถึงร้อยละ 8 ในเดือน ม.ค. ภาวะแล้งก็จะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. และก็มีความกังวลถึงประเด็นที่รู้อยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูด
จาก 4 ปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สองปัจจัยก็ตายสนิท (การบริโภคภายในประเทศ และการส่งออก) และอีกสองปัจจัย (การลงทุนของภาครัฐและเอกชน) ก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าไรนัก อัตราหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงร้อยละ 85 ของ GDP หมายความว่ารายได้ที่จับจ่ายได้ของบุคคลจะอยู่ที่อัตราต่ำมาก และคนส่วนมากก็จะเลือกที่จะจับจ่ายใช้สอยให้น้อยลง ในสถานการณ์ของความมั่นคงที่ไม่เป็นจริง นอกจากนี้ ธนาคารก็เริ่มที่จะเข้มงวดมากขึ้น หลังอัตราหนี้เสียเพิ่มขึ้นถึงระดับร้อยละ 3-5 ของสิ้นเชื่อรวม
สำหรับการเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐ ประเทศไทยก็ยังสามารถทำได้ แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 12 ของ GDP รวมเท่านั้น นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันเลือกที่จะไม่ลงทุนในเศรษฐกิจโดยตรง แต่จะเลือกใช้สถาบันการเงินเฉพาะ อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในการปล่อยกู้เงินเพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐบาล โดยมีการรับประกันโดยปริยายว่า หากโครงการดังกล่าวล้มเหลว ซึ่งมีโอกาสที่จะล้มเหลวสูง รัฐบาลจะอัดฉีดเงินช่วยเหลือเข้าไปให้กับธนาคารดังกล่าว
ส่วนในด้านของการลงทุนโดยภาคเอกชน ภาพรวมก็ดูไม่ดีมากนัก ทำไมนักลงทุนถึงจะเลือกลงทุนในประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพียงร้อยละ 2 เมื่อประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) มีอัตราการขยายตัวสูงกว่าถึงสามเท่า บริษัทไทยหลายแห่งยังตัดสินใจที่เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้เช่นกัน
สิ่งแรกที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ได้มองหาคือ มิตรเก่าแก่อย่างญี่ปุ่น ซึ่งยังเป็นมิตรประเทศหมายเลขหนึ่งในด้านของการลงทุนโดยตรง (FDI) แต่คำตอบที่ได้รับจากรัฐบาลในกรุงโตเกียว คือ เข้าร่วม TPP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก)
ซึ่งเป็นนโยบายความตกลงทางการค้าที่ริเริ่มโดยสหรัฐกับกลุ่มประเทศริมขอบมหาสมุทรแปซิฟิก 12 ประเทศ
แต่พวกเราก็ทราบกันดีว่า จากการที่รัฐบาลทหารได้แสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับสหรัฐ ประกอบกับประเทศสมาชิกจะต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ก็คงเป็นอีกนานกว่าไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มนี้ได้
เพราะฉะนั้น เรายังต้องทนกับรัฐบาลของนายพลที่เปลี่ยนชุดเป็นพลเรือน อีกนานเท่าไร ซึ่งก็คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ แต่เสียดายที่จะเกิดปริศนาว่า แย่ถ้าผ่าน แต่ก็แย่หากไม่ผ่าน ในเวลาเดียวกัน ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจและโอกาสก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นอะไรที่ประเทศนี้ไม่สามารถจะรับได้
ผมได้แต่หวังว่า คสช.ควรจะตระหนักดีว่าเราไม่ได้อยู่ในช่วงปี 2500 แล้ว
ทัศนคติของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงมากไม่เหมือนก่อนและการบริหารประเทศในศตวรรษที่ 21 ควรจะปล่อยให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการต่อไป จึงทำให้ผมคิดถึงเรื่องตลกเกี่ยวกับประธานาธิบดีสหรัฐที่มีผู้คุ้มกัน 100 คน และหนึ่งในนั้นเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เขาไม่ทราบว่าเป็นคนไหน ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีอีหนู 100 คน และหนึ่งในนั้นติดเชื้อโรคเอดส์ แต่เขาไม่ทราบว่าเป็นคนไหน ในขณะที่นายกฯ ไทยมีที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ 100 คน มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ฉลาดแต่เขาไม่ทราบว่า เป็นคนไหน







