
กู้ไม่ผ่านขอเงินคืนได้
ช่วงนี้เศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารทุกธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของคุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าถี่ขึ้น จาก 6 เดือน เป็น 3 เดือน/ครั้ง แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า สถาบันการเงินเจ้าหนี้มีความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง ทำมาหากินยากขึ้น ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ กำไรน้อย ค่าครองชีพสูง ดังนั้นสถาบันการเงินจึงต้องมีความรวดเร็ว เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นผิดนัดวันแรก ก่อนที่ลูกค้าจะล้มหายตายจากไป
ช่วงนี้เศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารทุกธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของคุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าถี่ขึ้น จาก 6 เดือน เป็น 3 เดือน/ครั้ง แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า สถาบันการเงินเจ้าหนี้มีความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง ทำมาหากินยากขึ้น ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ กำไรน้อย ค่าครองชีพสูง ดังนั้นสถาบันการเงินจึงต้องมีความรวดเร็ว เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นผิดนัดวันแรก ก่อนที่ลูกค้าจะล้มหายตายจากไป
ในส่วนของบุคคลธรรมดาที่กำลังสร้างครอบครัว ก็มีหลายคนที่ไปยื่นขอกู้เงินกับธนาคารเพื่อขอสินเชื่อ ถ้าเป็นอาชีพอิสระซึ่งมีความไม่แน่นอนของรายได้ ก็มักจะถูกธนาคารปฏิเสธคำขอสินเชื่อ (ผมเอามาฝากเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่จะขอสินเชื่อจะได้ทำใจไว้ก่อน) โดยข้อความที่ส่งมายังลูกค้าผู้ขอสินเชื่อ มักจะมีข้อความทำนองว่า
วันที่..............................
เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาคำขอสินเชื่อของธนาคาร......................
เรียน .............................................ผู้ขอสินเชื่อ
ตามที่ท่านได้ยื่นความจำนงขอสินเชื่อกับธนาคาร เป็นจำนวนเงิน ................ บาท ตามคำขอสินเชื่อ......................นั้น
ธนาคารขอเรียนให้ทราบว่า ธนาคารได้พิจารณาคำขอสินเชื่อของท่านแล้ว ขณะนี้ธนาคารยัง
ไม่สามารถอนุมัติคำขอสินเชื่อดังกล่าวให้ท่านได้ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ในอนาคตท่านสามารถยื่นคำขอสินเชื่อใหม่ ธนาคารยินดีที่จะพิจารณาคำขอของท่านอีกครั้ง
ธนาคารขอขอบคุณที่ท่านได้ให้ความสนใจการบริการสินเชื่อของธนาคาร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสให้บริการแก่ท่านในโอกาสต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
(..........................)
ผู้จัดการ...............
ผู้ขอสินเชื่อกู้บ้านเมื่อถูกธนาคารปฏิเสธการให้สินเชื่อก็จะตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ไม่มีเงินมาชำระหนี้ตามข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้กับเจ้าของโครงการ โดยทั่วไปก็จะถูกริบทั้งเงินมัดจำและเงินดาวน์ทั้งหมด ยกเว้นเจ้าของโครงการที่มีความเมตตาสูงที่เข้าใจความยากลำบากของประชาชน ก็จะคืนเงินทั้งหมดให้ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่คืน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับผู้ขอสินเชื่อ หน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ยังไม่มีมาตรการที่จะป้องกันมิให้เกิดเรื่องดังกล่าวได้
เมื่อท่านกู้ไม่ผ่าน ท่านมีสิทธิขอเงินคืนจากเจ้าของโครงการได้หรือไม่ได้ดังนี้
กรณีแรก ถ้าเป็นกรณีเจ้าของโครงการโฆษณาชวนเชื่อว่าจะมีสถาบันการเงินรองรับการกู้เงินมาชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการของตน ถ้าลูกค้ากู้ไม่ผ่านก็ต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถือเป็นการตกลงที่เป็นสาระสำคัญที่ตกลงกันไว้ก่อนเข้าทำสัญญาจะต้องปฏิบัติไปตามนั้น
กรณีที่สอง เจ้าของโครงการไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อหรือมีข้อความที่จะคืนให้ถ้ากู้ไม่ผ่าน กรณีนี้เจ้าของโครงการก็จะริบได้เฉพาะมัดจำ หมายถึงเงินที่ให้ในวันเข้าทำสัญญา คือวันที่คำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกันเท่านั้น ส่วนเงินดาวน์ที่ชำระเป็นงวดให้ภายหลังไม่ใช่มัดจำ เพราะไม่ได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ต้องคืนให้กับลูกค้า (อ้างอิง ฎ.3534/2546)
กรณีที่สาม ถ้ามีข้อตกลงให้ริบเงินที่รับมาทั้งหมด เงินดาวน์ที่ชำระมาตามสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ถือเป็นเบี้ยปรับ แต่ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจที่จะลดลงได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 383
กรณีที่สี่ อำนาจศาลในการลดมัดจำ ถึงแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะไม่ให้อำนาจศาลในการลดมัดจำก็ตาม แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7 ให้อำนาจศาลลดมัดจำที่สูงเกินส่วนให้เหลือเพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงได้ (อ้างอิง ฎ.1276/2550)
ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 377 เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย
มาตรา 378 มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ให้ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้
(2) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น
(3) ให้ส่งคืน ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ
มาตรา 379 ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้น ได้แก่ งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
มาตรา 383 ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา 379 และ 382 ท่านให้ใช้วิธีเดียวกันนี้บังคับ ในเมื่อบุคคลสัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนกระทำหรืองดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วย
เจ้าของโครงการมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้กับลูกค้า อาจจะคืนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ขึ้นอยู่กับเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขใดก็ตาม ที่ผมกราบเรียนมาข้างต้นนะครับ







