posttoday
มูดี้ส์หั่นแนวโน้มเครดิตจีน หวั่นหนี้ภาครัฐพุ่งปฏิรูปล้มทุนสำรองหด

มูดี้ส์หั่นแนวโน้มเครดิตจีน หวั่นหนี้ภาครัฐพุ่งปฏิรูปล้มทุนสำรองหด

03 มีนาคม 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของจีนลงจากระดับมีเสถียรภาพ มาเป็นเชิงลบ หรือมีโอกาสที่จีนจะถูกลดอันดับเครดิต ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ Aa3 เนื่องจากหนี้สินภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ความกังวลต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ และทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง

แถลงการณ์ของมูดี้ส์ ระบุว่า เสถียรภาพทางการคลังของจีนได้รับผลกระทบจากความพยายามในการจัดการรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้มหาศาล โดยมูดี้ส์คาดว่า หนี้สินภาครัฐจะเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน ในขณะที่ปัญหาเงินทุนไหลออกยิ่งเป็นการจำกัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

มูดี้ส์ คาดการณ์ว่า หนี้ภาครัฐของจีนจะเพิ่มขึ้นแตะ 40.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2015 เพิ่มขึ้นจาก 32.5% ของปี 2012 และอาจเพิ่มเป็น 43% ของจีดีพี ปี 2016 เนื่องจากรัฐบาลปรับเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนนั้น ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนลดลงถึง 7.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 27.1 ล้านล้านบาท) อยู่ที่ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 113 ล้านล้านบาท) ในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

แมรี่ ดิรอน รองประธานระดับสูงของมูดี้ส์ ระบุว่า รัฐบาลจีนไม่สามารถรับมือกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจได้ อีกทั้งไม่สามารถดำเนินการตามแผนปฏิรูปได้ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลต่อมาตรการดังกล่าว ดังนั้นมูดี้ส์จึงต้องการส่งสัญญาณเตือนถึงภาพรวมลบของจีน

ในขณะเดียวกัน การเข้าแทรกแซงตลาดทุนและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของรัฐบาลจีน สะท้อนว่าจีนยังเน้นรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความกังวลต่อนโยบายการปฏิรูปเปิดกว้างของจีน

นอกจากนี้ มูดี้ส์ ยังเตือนด้วยว่า นโยบายทางการเงินและการคลังของจีนที่หนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่ 6.5% อาจทำมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจชะลอตัว

“หากปราศจากแผนปฏิรูปที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนอาจโตน้อยกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากปัญหาด้านหนี้สินภาครัฐที่กระทบต่อการลงทุนทางธุรกิจ และจำนวนประชากรไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้” มูดี้ส์ ระบุในแถลงการณ์

ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ยังเตือนสิงคโปร์ด้วยว่า เศรษฐกิจของสิงคโปร์กำลังมาถึงจุดพลิกผันเชิงโครงสร้าง โดยจีดีพี ปี 2015 อยู่ที่ 2% ซึ่งขยายตัวน้อยกว่าครึ่งของจีดีพี ปี 2000-2010 ที่ 6.2%

มูดี้ส์ ชี้ว่า การปรับปรุงภาคการผลิตคือปัจจัยหลัก โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงาน การกระตุ้นภาคธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการจำกัดแรงงานต่างด้าว จะทำให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์ขยายตัวมากขึ้นราว 2-3% ต่อปีจนถึงปี 2019 อย่างไรก็ดี หากภาคการผลิตชะลอตัวจะส่งผลกระทบไปยังภาคบริการด้วย โดยเฉพาะภาคธุรกิจ การเงิน รวมถึงสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีมากกว่าแรงงานทักษะต่ำ

ด้านสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของสหรัฐ เตือนว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายภาครัฐ ท่ามกลางการบริโภคครัวเรือนที่ลดลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาระหนี้สินตามมา

ยิ่งไปกว่านั้น การแข็งค่าของเงินเยนยิ่งเป็นการจำกัดแรงหนุนจากภายนอก โดยเฉพาะการท่องเที่ยว อีกทั้งหากแรงซื้อในประเทศและอัตราเงินเฟ้อไม่สามารถกระตุ้นแรงหนุนจากภายนอกได้ งบดุลการคลังอาจปรับตัวลงอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยด้านลบในระยะยาว

คิมอิงทัน ผู้อำนวยการเอสแอนด์พีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ญี่ปุ่นต้องระมัดระวังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมย้ำด้วยว่า เอสแอนด์พียังไม่มีแนวโน้มปรับลดเครดิตของญี่ปุ่นในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) เปิดเผยว่า ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แม้จะมีการเทขายหุ้นตลาดเกิดใหม่กว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.91 หมื่นล้านบาท) แต่ก็เริ่มมีการเข้าซื้อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่กว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) กลับเข้ามาแล้ว หลังจากที่ตลาดเกิดใหม่เผชิญภาวะทุนไหลออกอย่างต่อเนื่องตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท