posttoday
เทศกาลการยื่นภาษีมาถึงแล้ว

เทศกาลการยื่นภาษีมาถึงแล้ว

03 มีนาคม 2559

โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

เมื่อถึงเวลาต้องเสียภาษีทีไร ผมมักจะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเสมอคือ “เสียดายตังค์ ไม่อยากเสียภาษีเลย” และทุกครั้งที่รู้สึก “เสียดาย” ก็จะรู้สึก “เสียใจ” ว่าที่ผ่านมาทำไมไม่วางแผนเรื่องภาษีให้ดี อาการเหมือนตอนเราเจ็บป่วยไปหาหมอ ก็มักจะเสียดายค่ารักษาพยาบาล และเสียใจว่าทำไมที่ผ่านมาไม่บำรุงรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ยอมออกกำลังกาย กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ฯลฯ

และตอนที่เราเจ็บป่วย สิ่งที่เราคิดขึ้นทันทีเลยคืออะไร สำหรับคนที่ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลหรือไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ ก็คงคิดว่า “คงไม่เป็นอะไรมากหรอกน่ะ ช่างมัน มันเป็นเอง ก็ต้องหายเอง” คิดแล้วก็ทนเจ็บ ทนปวด ไม่ไปหาหมอ กว่าจะตัดสินใจไปหาหมอ ก็เป็นหนักแล้ว เช่นเดียวกับตอนที่ต้องเสียภาษี (ช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.นี้แหละ) หลายคนคิดแบบเดียวกันว่า “ช่างมัน เสียภาษีทำไม ถ้าไม่บอกกรมสรรพากรก็ไม่รู้” หากคิดอย่างนี้จริงๆ ก็ขอบอกว่า “คิดผิด คิดใหม่ได้” เพราะหากคุณเป็นผู้มีเงินได้ คุณก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษี

แต่ก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่เราอาจผิดพลาดโดยสุจริต คือไม่รู้ว่าต้องเสียภาษี ดังนั้น คำถามที่ตอบกันก็คือ ใครคือคนที่ต้องเสียภาษี และเงินได้แบบไหนต้องเสียภาษี

ใครคือคนที่ต้องเสียภาษี

กรมสรรพากรระบุว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

1) บุคคลธรรมดา

2) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล        

3) ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี

4) กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

เฮ้อ! ขนาดตายแล้วยังต้องเสียภาษีเลย อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรได้ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีจะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ ก็ต่อเมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

1.ผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเงินเดือน ค่าจ้างที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.)

-กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 5 หมื่นบาท

-กรณีที่มีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกันเกิน 1 แสนบาท

2.ผู้มีเงินได้จากการทำธุรกิจการค้าทั่วไปที่มิใช่เกิดจากการจ้างแรงงานที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ธ.ค.)

-กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 3 หมื่นบาท

-กรณีมีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกันเกิน 6 หมื่นบาท

3.กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่แบ่งเกิน 3 หมื่นบาท

4.ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเกิน 3 หมื่นบาท

หากคุณเข้าเกณฑ์ดังกล่าว คุณก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษี

แล้วเงินได้แบบไหนต้องเสียภาษี

ตามกฎหมาย เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เรียกว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ หรือหน่วยภาษีใดข้างต้นที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. ของปีใดๆ หรือเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่

1.เงิน

2.ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง

3.ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน

4.เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้

5.เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

เห็นรึเปล่าครอบคลุมมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะมีเงินได้หรือผลประโยชน์อะไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทคิดไว้ก่อนเลยว่า ต้องเสียภาษีแน่ๆ แต่ก็มีเงินได้บางประเภทเหมือนกันที่ได้รับยกเว้นภาษี ซึ่งเราสามารถหาดูได้จากเว็บไซต์ กรมสรรพากร (www.rd.go.th)

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำอย่างไรกันดีถึงจะเสียภาษีน้อยลง ก็มีอยู่ 3 วิธี คือ การวางแผนภาษี (Tax Planning) การหลบหลีกภาษี (Tax Avoidance) และการหนีภาษี (Tax Evasion) ไว้เรามาคุยกันครั้งหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท