
กรุงศรีฯสยายปีกอาเซียน
ยุทธศาสตร์ของนักลงทุนญี่ปุ่นค่อนข้างชัดเจนว่า ต้องการสร้างฮับของอุตสาหกรรมที่ไทยเพื่อเป็นฐานซัพพลายเชน
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) เปิดแผนกลยุทธ์ในปี 2559 ทั้งการก้าวเป็นสถาบันการเงินชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ขณะที่ธุรกิจในไทยตั้งเป้าขยายสินเชื่อปีนี้ 5-6% ด้วยความระมัดระวัง เพื่อควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่ให้เกิน 2.5% ของสินเชื่อรวม
ในด้านการให้บริการการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะซีแอลเอ็มวีนั้น โกโตะ ระบุว่า ธนาคารจะเร่งยกระดับบริการด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ และธุรกรรมปริวรรตเงินตรา เพื่อให้บริการบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นที่เข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ และบริษัทการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย โดยปัจจุบันกรุงศรีมีลูกค้าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนกว่า 2,600 บริษัท
“จากนโยบายของรัฐบาลไทยที่จูงใจนักลงทุนญี่ปุ่นมาไทยนั้น เราเห็นความสนใจของบริษัทญี่ปุ่นอย่างมาก แต่พวกเขายังรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยก่อนตัดสินใจลงทุน แต่ยุทธศาสตร์ของนักลงทุนญี่ปุ่นค่อนข้างชัดเจนว่า ต้องการสร้างฮับของอุตสาหกรรมที่ไทยเพื่อเป็นฐานซัพพลายเชนต่อเนื่องไปยังประเทศเพื่อนบ้าน” โกโตะ กล่าว
ปัจจุบัน ธนาคารกรุงศรีฯ มีเครือข่ายในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มซี ประกอบด้วย สาขาเต็มรูปแบบในลาว ผ่านบริษัทร่วมทุน บริษัท กรุงศรีบริการเช่าสินเชื่อ ที่เมียนมา มีสำนักงานตัวแทนธนาคารกรุงศรีฯ ที่ทำงานควบคู่ไปกับบีทีเอ็มยู สาขาย่างกุ้ง และล่าสุดบรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการของบริษัท หัตถากสิกา (เอชเคแอล) สถาบันโมโครไฟแนนซ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ในกัมพูชา ขณะนี้รอการอนุมัติจากธนาคารกลาง 3 ประเทศ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกลางกัมพูชา และธนาคารกลางญี่ปุ่น
ส่วนแผนการสร้างธุรกิจในเวียดนาม จะผ่านธนาคารบีทีเอ็มยู บริษัทแม่ของกรุงศรีฯ ที่เข้าถือหุ้นในเวียดตินแบงก์ 20% โดยจะใช้ศักยภาพร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันที่จะบุกสินเชื่อรายย่อยที่เป็นจุดแข็งของธนาคาร ทั้งลีสซิ่ง สินเชื่อผ่อนชำระ และไมโครไฟแนนซ์ พร้อมแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจในภูมิภาคนี้
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงสานต่อแผนดำเนินธุรกิจระยะกลาง 3 ปี ระหว่างปี 2558-2560 โดยมีกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน คือ การผลักดันการเติบโตของสินทรัพย์ การเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และการลดต้นทุนทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม โกโตะ ยอมรับว่า แผนด้านการเติบโตของสินทรัพย์ล่าช้ากว่าที่วางไว้ เพราะเดิมวางแผนบนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจใน 3 ปีจะโตเฉลี่ยปีละ 5% และสินทรัพย์โตเป็นเลข 2 หลัก แต่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโตเพียง 2.8% ทำให้สินทรัพย์รวมที่ไม่รวมกับควบรวมธนาคารบีทีเอ็มยู สาขากรุงเทพฯ ขยายตัวเพียง 4.7% อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2558 จาก 1.2 ล้านล้านบาท ในปี 2557
สำหรับปีนี้ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.2% จึงตั้งเป้าสินทรัพย์และสินเชื่อ ขยายตัวเท่ากันที่ 5-6% โดยเน้นสินเชื่อรายใหญ่โต 6% สินเชื่อรายย่อยโต 7% ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โต 3% ตามจีดีพี โดยยึดหลักขยายสินเชื่อด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง
ขณะเดียวกัน ธนาคารต้องการส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงขอใบอนุญาตทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ถึง 2 ใบ โดยบริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส หรือเงินติดล้อ จะดูแลสินเชื่อตลาดสด ขณะที่บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส (กรุงศรี คอนซูมเมอร์) จะให้บริการกลุ่มธุรกิจรายย่อยในเมือง โดยถือว่านาโนไฟแนนซ์เป็นหนึ่งในการทำธุรกิจเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ไม่ได้หวังกำไร แต่ทำเพื่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่จะพยายามควบคุมไม่ให้เกิน 2.5% จาก 2.24% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งมี 3 วิธี คือ การขยายสินเชื่อแบบรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดเอ็นพีแอลใหม่ การมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเป็นเอ็นพีแอล และการขายเอ็นพีแอลออกไป
ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (นิม) ตั้งเป้าอยู่ที่ 3.7% ลดลงจาก 4.15% เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวทำให้สถาบันการเงินหันไปรุกสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่เหมือนกัน การแข่งขันด้านราคาทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่สูงมาก
ขณะเดียวกัน ปีนี้มีแผนลงทุนขยายสาขา 30 สาขา เป็น 703 สาขาทั่วประเทศ และติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มใหม่ 700 เครื่อง เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้า เนื่องจากธนาคารมีสินทรัพย์อันดับ 5 ของระบบ แต่มีช่องว่างการให้บริการที่ห่างจากคู่แข่ง 4 ธนาคารใหญ่ที่มี 1,000 สาขา
รวมทั้งมีแผนจะลงทุนด้านเทคโนโลยีปีนี้ 2,700 ล้านบาท รองรับการพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะโมบายแบงก์กิ้ง และแผนพัฒนาการให้บริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ (ฟินเทค) ด้วย โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อย 7 ล้านราย เป็นลูกค้าใช้ดิจิทัลแบงก์กิ้งราว 2.4 ล้านราย
โกโตะ กล่าวว่า ปีนี้มีแผนออกหุ้นกู้เสริมเงินกองทุนขั้นที่ 2 ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท หลังจากปีที่แล้วไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมออกไป ทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 13.6% เป็นกองทุนขั้นที่ 2 ที่ 1.6% การออกหุ้นกู้ดังกล่าว คาดว่าจะทำให้กองทุนขั้นที่ 2 เพิ่มเป็น 2.35% และบีไอเอสอยู่ที่ 15.95% รองรับการเติบโตสินเชื่อธุรกิจ







