
เคลียร์สัญญารับซื้อไฟ
“สนพ.” นัดกลุ่มโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่จะหมดอายุสัญญาลงในปี 2560-2563 เคลียร์ปมรับซื้อที่ยื้อมานาน
“สนพ.” นัดกลุ่มโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่จะหมดอายุสัญญาลงในปี 2560-2563 เคลียร์ปมรับซื้อที่ยื้อมานาน
แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สนพ.เตรียมเชิญผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) ระบบผลิตไฟฟ้าไอน้ำร่วม (โคเจเนอเรชั่น) ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาขายไฟในปี 2560-2568 มาหารือ เพื่อหาข้อสรุปถึงแนวทางการต่ออายุสัญญาที่เหมาะสม เนื่องจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้มีการจ่ายไฟฟ้าให้กับนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่กลุ่มที่จะหมดอายุสัญญาในช่วงปี 2560-2563 จำนวน 25 ราย กำลังการผลิตรวม 1,787 เมกะวัตต์ จึงจำเป็นต้องหาข้อสรุปให้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้า
ทั้งนี้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.พ. 2558 กำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่จะหมดอายุลงในสัดส่วน 20% ของสัญญาขายไฟฟ้า 90 เมกะวัตต์/ราย หรือ ตกประมาณ 18 เมกะวัตต์ แต่ทางกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเสนอให้มีการทบทวนมติดังกล่าวใหม่ เพราะเห็นว่าน้อยเกินไป ล่าสุดในการหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ได้ข้อสรุปว่าจะเพิ่มการรับซื้อขึ้นมาเป็น 45 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สนพ.ได้เสนอให้เอสพีพีที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาการขายไฟฟ้าภายในปี 2560-2561 ให้ได้รับการต่ออายุสัญญาออกไปอีก 3-5 ปี โดยรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการขายให้กับลูกค้าในนิคมฯ เข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในปริมาณที่น้อยสุด ด้วยสัญญาที่เหมาะสม แต่จะต้องปรับปรุงค่าไฟลง เพราะสัญญาการรับซื้อตามสัญญาเดิมนั้นแพงกว่าผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่
นายไพฑูรย์ ไพศาลสุขวิทยา อุปนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า การหารือกับเรกูเลเตอร์ได้ข้อสรุปที่คนละครึ่งทางแล้ว และทาง พล.อ.อนันตพรกาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้เห็นชอบแนวทางดังกล่าวแล้ว โดยปัจจุบันมีเอสพีพีที่จะหมดอายุสัญญาในปี 2560 มีจำนวน 3 โรง กำลังการผลิตรวม 500-600 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้าให้ กฟผ. 270 เมกะวัตต์ อีกส่วนขายให้ลูกค้าในนิคมฯ ซึ่งจะได้รับผลกระทบทันที เพราะไม่สามารถก่อสร้างได้ทันแล้ว แต่่่ที่กังวลคือโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุสัญญาในปี 2562 ที่มีจำนวนมาก หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็ไม่สามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ทัน การบริการไฟฟ้าในนิคมฯ จะเกิดปัญหาได้







