
เลือกอาวุธบุกถ่ำ 'มังกรจีน'
ตลาดหุ้นจีนกลับมาส่องประกายอีกครั้ง หลังจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ออกรายงานมาชวนนักลงทุนให้กลับไป
“เก็งกำไรหุ้นจีน” โดยผ่านทางกองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย เพราะเป็นกองทุนเดียวในขณะนี้ที่มีนโยบายลงทุนในอีทีเอฟที่ชื่อว่า iShares FTSE/Xinhua China A50 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ A Shareเพราะทั้งสัญญาณทางเทคนิคก็สวย และปัจจัยพื้นฐานก็เอื้อต่อการเข้าไปเก็งกำไรใน A Share
สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตอนนี้ดัชนีหุ้น A Share สามารถทะลุแนวต้านสำคัญขึ้นมายืนเหนือ 2,700 จุดได้แล้ว และตอนนี้กำลังจะขึ้นไปทดสอบเส้น 75 วัน
“
เมื่อดัชนีขึ้นมายืนเหนือ 2,700 จุดได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป้าหมายต่อไปอยู่ที่ 3,0003,200 จุด ซึ่งสามารถเป็นไปได้ เพราะมีทั้งปัจจัยทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะการชะลอมาตรการควบคุมความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ของทางการจีน ขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ปรับลดลงแล้ว” สานุพงศ์ กล่าวนอกจากนี้ ยังเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาดัชนี A Share ลดลงค่อนข้างมาก และเมื่อต้นเดือน ก.ค. ลดลงไปถึง 28% แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า สำหรับ A Share เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น
“
ต้องเล่นสั้นๆ ไม่ถือยาว หรือถ้านักลงทุนที่ได้กำไรสัก 1020% พอใจแล้วก็ขายทำกำไรออกไปบางส่วนก็ได้ เพราะ A Share มีไว้สำหรับเก็งกำไร แต่ถ้ายังเชื่อมั่นเศรษฐกิจและต้องการลงทุนระยะยาว ควรจะลงทุนใน H Share จะดีกว่า และที่ผ่านมา H Share ลดลงไปแค่ประมาณ 10% เท่านั้น” สานุพงศ์ กล่าวและเมื่อมองมาที่กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนใน H Share สานุพงศ์ บอกว่า จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ กองทุนที่มีลักษณะการบริหารแบบ Active และ Passive โดยกองทุนที่มีการบริหารแบบ Active คือ เค ไชน่า หุ้นทุน ของ บลจ.กสิกรไทย
ขณะที่กองทุนที่ลงทุนในอีทีเอฟของ H Share ที่บริหารแบบ Passive มีอยู่ 4 กองทุน ได้แก่ อยุธยา ไชน่า อิควิตี้ บลจ.อยุธยา, วรรณ ไชน่า ออโต้ รีเด็มชั่น ฟันด์ บลจ.วรรณ, ไทยพาณิชย์หุ้นจีน บลจ.ไทยพาณิชย์ และกองทุนเปิดนครหลวงไทย China Fund ของ บลจ.นครหลวงไทย
แต่สำหรับกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นจีนไม่ได้มีแค่การลงทุนใน A Share หรือ H Share เพราะยังมีการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง ได้แก่ แอสเซทพลัส เอชเอสไอ บลจ.แอสเซท พลัส ลงทุนในอีทีเอฟ ทำให้เป็นการลงทุนแบบ Passive
นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่ลงทุนตั้งหุ้นจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ที่รวมๆ เรียกว่า Greater China ซึ่งมีอยู่ 3 กองทุน ได้แก่ แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ ไชน่า แวลู เอฟไอเอฟ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย), ยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า บลจ.ยูโอบี (ไทย) และไอเอ็นจี ไทย เกรทเทอร์ ไชน่า บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย)
ขณะที่อีกกองทุน คือ อเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ บลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนบริษัทของฮ่องกงที่มีรายได้หลักมาจากประเทศจีน และมีวิธีการบริหารแบบ Active ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้กองทุนอเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ เป็นกองทุนเดียวที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนเป็นบวก ในขณะที่กองทุนอื่นๆ ติดลบกันหมด
“
ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนใน H Share ที่เป็น Passive Fund ก็คล้ายๆ กันหมด เพราะลงทุนอีทีเอฟกองทุนเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะเลือกลงทุนก็ควรจะดูที่ค่าธรรมเนียม และเลือกกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด น่าจะดีที่สุด” สานุพงศ์ กล่าวแต่ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนใน Greater China สานุพงศ์ กล่าวว่า นอกจากจะต้องพิจารณาการเติบโตของจีนแล้ว ต้องบวกปัจจัยของไต้หวันเข้าไปด้วย ซึ่งในปีนี้ตลาดหุ้นไต้หวันไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก
นอกจากนี้ ถ้าคิดจะลงทุนใน 3 กองทุนที่ลงทุนใน Greater China อย่าลืมมองที่ค่าธรรมเนียมขายด้วย เพราะหากลงทุนไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนด นักลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมขายอีกด้วย โดยแมนูไลฟ์ สเตร็งค์ ไชน่า แวลู เอฟไอเอฟ กำหนดระยะเวลาไว้ 2 ปี และยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า กำหนดไว้ 1 ปี ทำให้ไม่เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สานุพงศ์ แนะนำไว้ 2 กองทุน คือ อเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ และ เค ไชน่า หุ้นทุน
“
อเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ เป็นการลงทุนจีนโดยอ้อม แต่การเลือกลงทุนในบริษัทในฮ่องกงแทนบริษัทจีนจึงทำให้มีงบการเงินที่น่าเชื่อถือมากกว่า และที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่ดี หรือถ้าชอบ H Share กองทุนเค ไชน่า หุ้นทุน ก็น่าสนใจ” สานุพงศ์ กล่าวถ้าจะแบ่งแยกย่อยกองทุนที่มีนโยบายลงทุนเพื่อรับประโยชน์จากการเติบโตของประเทศจีน สามารถแยกได้ถึง 7 แบบ ซึ่งแต่ละแบบมีรูปแบบ วิธีการ และนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าได้ยินคำแนะนำว่า
“ตอนนี้หุ้นจีนน่าสนใจ” ให้ถามต่อด้วยว่า แล้วควรจะลงทุนกองทุนแบบไหน จะได้เลือกอาวุธกันให้เหมาะมือก่อนจะบุกถ้ำมังกร






