posttoday
ช่องโหว่ใหญ่ เงินซิมการ์ดไร้ควบคุม

ช่องโหว่ใหญ่ เงินซิมการ์ดไร้ควบคุม

28 กุมภาพันธ์ 2559

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มโลกยุคอนาคต กิจกรรมทุกอย่างแทบจะย้ายไปอยู่ในมือถือ รวมทั้งการทำธุรกรรมทางการเงิน

โดย...วิทยา ปะระมะ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มโลกยุคอนาคต กิจกรรมทุกอย่างแทบจะย้ายไปอยู่ในมือถือ รวมทั้งการทำธุรกรรมทางการเงินที่จะมีมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี กลายเป็นว่าเทคโนโลยีก้าวไปไกลแล้ว แต่เงินที่เติมไว้ในซิมการ์ดมือถือในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจนแต่อย่างใด ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งทั้งในแง่การกำกับดูแลระบบการเงินและการคุ้มครองประชาชนผู้ใช้มือถือ

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชี้ประเด็นว่า หากพูดถึงเงินในมือถือคนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าอยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. แต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายให้อำนาจดูแลเฉพาะเงินที่ใช้จ่ายในด้านโทรคมนาคมเท่านั้น

ปัญหาคือ แนวโน้มในปัจจุบัน เงินในซิมการ์ดมือถือไม่ได้ใช้จ่ายแค่เรื่องโทรคมนาคมอย่างเดียวอีกต่อไป แต่นำไปใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย เช่น ซื้ออี-บุ๊ก ซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ ฯลฯ ซึ่งการใช้จ่ายลักษณะนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจ กสทช. แม้แต่เศษเงินที่ค้างอยู่ในซิม เมื่อไม่มีการใช้งานเลขหมายแล้วผู้ให้บริการมือถือเอาไปจัดสรรใหม่ เศษเงินที่เหลือเหล่านั้นเป็นของใคร กฎหมายก็ไม่ได้เขียนไว้ ถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

“เงินที่อยู่ในซิมไม่มีการกำกับดูแลเลย ประมาณ 2 เดือนก่อน กสทช.เคยหารือกับผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เขาก็บอกว่าเงินในซิมการ์ดถูกจัดเป็นเงินประเภท ก. แบบเดียวกับเงินที่ใช้ในฟู้ดคอร์ตต่างๆ แบงก์ชาติไม่กำกับ” แหล่งข่าว เปิดเผย

อย่างไรก็ดี เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เช่น true money, mPay หรือ PaysBuy แบงก์ชาติจัดให้เป็นเงินประเภท ค. ต้องแยกบัญชีฝากต่างหาก คนเติมเงินใน e-Money ทั้งหลายต้องนับเป็นบัญชีเงินฝากแยกไปเลย ซึ่งทำให้ระบบเงินมือถือมีการกำกับดูแล 2 ระดับ ถ้าใช้ซิมเติมเงิน เงินในซิมเป็นประเภท ก. แต่เบอร์เดียวกันนั้น หากเอาไปสมัคร e-Money ก็จัดประเภท ค. ยังไม่รวมถึงเงินแบบโพสต์เพด ก็ยังไม่ชัดว่าจัดเป็นเงินประเภทไหน

“กรอบกฎหมายเดิมใช้พื้นที่ประเทศเป็นพื้นที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมันไม่มีอยู่จริงบนโลกอินเทอร์เน็ต แบงก์ชาติกำกับดูแล e-Money เข้มเลย แต่ประเภท ก. ถ้าเป็นฟู้ดคอร์ตเงินมันนิดเดียว แต่ซิมมือถือมี 60 ล้านเบอร์ เงินที่เติมเข้าไปในซิม เฉพาะเอไอเอสกับทรูก็ระดับ 7 หมื่นล้านกว่าบาท ยังไม่รวมดีแทคที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลข แบงก์ชาติจะมองเป็นเงินประเภท ก.ไม่ได้ วันนี้ไลน์โอนเงินได้ เฟซบุ๊กก็กำลังจะทำ ถ้าไม่รีบกำกับดูแล มันดูดเงินออกวันนึงหลายหมื่นล้านในเสี้ยววินาที เราไม่รู้เลยนะ” แหล่งข่าว เปิดเผย

นอกจากอธิปไตยทางการเงินที่สุ่มเสี่ยงแล้ว ในแง่ของผู้บริโภคก็มีความเสี่ยง สมมติเช่น มีบริษัทผู้ให้บริการมือถือเสมือน (MVNO) หลอกให้คนเติมเงินแล้วปิดบริษัทหนี การติดตามเงินกลับมาก็จะยุ่งยากมาก เพราะเงินไปอยู่กับบริษัทแล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ทางออกของปัญหานี้คือต้องจัดประเภทเงินในซิมมือถือใหม่ให้ไปอยู่ในบัญชีประเภท ค. เพื่อให้มีมาตรวัดและการกำกับดูแลแบบเดียวกันทั้งระบบ ซึ่งการทำเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ใครเสียประโยชน์ เพราะผู้ให้บริการมือถือก็มีบริษัทลูกที่ทำเรื่อง Financial Service อยู่แล้ว ผู้บริโภคก็เหมือนมีบัญชี มีเงินค้างอยู่เท่าไหร่ เกิดอะไรขึ้นมาก็คืนเงินได้ทันที

“ความกังวลของเราคือพวก FinTech อย่างไลน์ เฟซบุ๊ก ที่จะมาทำเรื่องการโอนเงินด้วย ทุกคนเข้ามาโดยไม่มีหน้าร้านเลย และแนวโน้มก็จะมากขึ้นๆ ในอนาคต ซึ่งการกำกับมันต้องมีความร่วมมือระหว่าง กสทช.และแบงก์ชาติในมิติที่ล้ำลึกขึ้น กสทช.ช่วยดูได้บางเรื่อง แต่ตัวหลักคือแบงก์ชาติ ที่เราขอแบงก์ชาติคือ ขอให้จัด Classification เงินในซิมเป็นเงินจากประเภท ก. เป็นประเภท ค. และที่สำคัญคือในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ต้องคุ้มครองประชาชนก่อน” แหล่งข่าวชี้ปมใหญ่ในระบบชำระเงินออนไลน์ของไทย

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน