
ปลุก‘จีสตีล’ลือหึ่งขอSPวันนี้
ข่าวต่างชาติฮุบ-แปลงหนี้หุ้นกู้
‘สหวิริยา’อวดกำไรโต34%โพสต์ทูเดย์
— หุ้นเหล็กตีร้อนๆ มายกแผง “จี สตีล” พุ่งปรี๊ด ลือขอ SP 30 ก.ค. ข่าวไม่ชัดเจนทั้งต่างชาติเทกโอเวอร์แปลงหนี้หุ้นกู้เป็นหุ้นราคาหุ้นบริษัท จี สตีล (GSTEEL) ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง โดยมีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นในช่วงบ่าย ดันราคาขึ้นทำปิดสูงสุดของวัน 0.49 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 13.95% มูลค่าซื้อขาย 284.01 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า มีข่าวแพร่สะพัดว่าวันที่ 30 ก.ค. บริษัทจะขอพักซื้อขายหุ้น (SP) นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวการเข้าครอบงำกิจการ (เทกโอเวอร์) ของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งการแปลงหนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือน ต.ค.นี้ เป็นหุ้นสามัญ
“
ข่าวลือที่ออกมามีหลายกระแส ทั้งการลดต้นทุนจำนวนมาก ผลประกอบการที่ดีขึ้น รวมถึงการแปลงหนี้หุ้นกู้ต่างประเทศเป็นทุน และข่าวเทกโอเวอร์ โดยข่าวที่ปล่อยออกมาจากนักลงทุนรายใหญ่ ขณะที่ข่าวไม่มีความชัดเจนนี้ นักลงทุนต้องระมัดระวังการลงทุน” แหล่งข่าวเปิดเผยอย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังนายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล รองประธานกรรมการ GSTEEL ไม่สามารถติดต่อได้
ด้านบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) รายงานไตรมาส 2 ปีนี้ มีกำไรสุทธิ 917.7 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.07 เพิ่มขึ้น 233.8 ล้านบาท หรือ 34% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งมีกำไร 683.8 ล้านบาท
ขณะที่งวด 6 เดือนพลิกเป็นกำไร กำไรสุทธิ 2,373 ล้านบาท พลิกจากเทียบช่วงเดียวกันขาดทุน 1,191 ล้านบาท
นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการ SSI กล่าวว่า ผลดำเนินงานบริษัทเพิ่มขึ้นทั้งรายได้จากการขายและกำไรสุทธิ โดยมีรายได้จากการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 11,646.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51%
แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายในประเทศจำนวน 11,164.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จาก 6,964.7 ล้านบาท ช่วงปีก่อน และรายได้จากการส่งออกจำนวน 481.9 ล้านบาท ลดลง 37% จาก 761.3 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทได้ตั้งสำรองค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือสุทธิ 544 ล้านบาท ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี เนื่องจากราคาเหล็กที่ลดลงตามราคาตลาดเหล็กโลก
นายวิน กล่าวว่า บริษัทขายเหล็กในประเทศมีสัดส่วน 97% ของยอดขายเหล็ก และต่างประเทศ 3% แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้า 43%
“
กำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย ทั้งยอดขายที่สูงขึ้น จากความต้องการใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมพลังงานที่ขยายตัวต่อเนื่องและมั่นคง รวมทั้งบริษัทรักษาค่าการรีด (Rolling Spread) ให้อยู่ในระดับสูง โดยเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้า ทำให้กำไรขั้นต้นได้ตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันวิกฤตหนี้ในกลุ่มยุโรปและการคุมฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีน ทำให้ราคาเหล็กปรับตัวลง บริษัทจึงต้องตั้งสำรองขาดทุนสินค้าคงเหลือตามราคาตลาด” นายวิน กล่าว






