
อนาคตโออิชิ วันไร้เงา ตัน ภาสกรนที
หลังการยื่นใบลาออกของ ตัน ภาสกรนที จากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ซึ่งจะมีผลในวันที่ 9 ก.ย. 2553 ทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่า อนาคตของโออิชิ กรุ๊ป ต่อจากนี้จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะความท้าทายจากโจทย์การครองตำแหน่งผู้นำตลาด ทั้งเครื่องดื่มชาเขียวและร้านอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบัน
นั่นเพราะต้องยอมรับว่า นับแต่ก่อตั้งโออิชิ ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงวันนี้รวม 11 ปี ภาพของโออิชิ ผูกติดกับ ตัน ภาสกรนที มาตลอด เรียกได้ว่านึกถึงตัน ต้องนึกถึงโออิชิ และเมื่อนึกถึงโออิชิ ต้องนึกถึงตัน เรียกว่าตันนี่เองที่เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ตัวจริงของโออิชิ
ในประเด็นนี้ ตัน เปิดใจว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ควรยึดติด และเชื่อมั่นว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแล้วต้องดีขึ้น พร้อมยกตัวอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ในวันนี้ที่ถูกไฟเผาวอด แต่อีก 2 ปีจะเห็นภาพใหม่ของเซ็นทรัลเวิลด์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่าธุรกิจต้องเดินได้ด้วยระบบ ไม่ใช่ยึดติดกับบุคคล ซึ่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของโออิชิ จะมาจากการคัดสรรของผู้ถือหุ้นใหญ่ นั่นก็คือ ไทยเบฟเวอเรจ ที่ถือหุ้น 89.9% ขณะที่ตันเหลือหุ้นโออิชิ เพียง 3.5%
เหตุผลของการลาออกครั้งนี้ ตัน กล่าวว่า เพราะต้องการถ่ายเลือดองค์กรเพื่อสร้างพลังใหม่ให้เกิดความคิดมุมมองและแนวทางการบริหารการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ตนเอง หรือที่ตันใช้คำว่า
“เก่าไม่ไป ใหม่ไม่มา” โดยยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งใดๆ กับไทยเบฟ และนับแต่ขายหุ้นส่วนใหญ่ให้ไทยเบฟ และยังนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการต่ออีก 3 ปีนั้น ใช้เพียงสัญญาใจและเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้โออิชิเดินต่อไปได้ เพื่อผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะรายย่อย“
วันที่โออิชิจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2547 ด้วยราคาเสนอขาย 19 บาท ทุนจดทะเบียน 375 ล้านบาท จากนั้นขายหุ้นให้ไทยเบฟ ในปี 2549 ราคาหุ้นละ 32.50 บาท จนถึงวันนี้หุ้นโออิชิมีราคา 70 บาท และมีมูลค่าตลาด 13,125 ล้านบาท ผมถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ตันได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาณาจักรโออิชิเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของรายได้และกำไร โดยเมื่อปี 2549 โออิชิมียอดขาย 3,950 ล้านบาท กำไร 189 ล้านบาท ถัดมาปี 2550 รายได้เพิ่มเป็น 4,680 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรถึง 558 ล้านบาท ปี 2551 มีรายได้ 5,990 ล้านบาท กำไร 592 ล้านบาท ส่วนปี 2552 รายได้พุ่งขึ้นเป็น 7,160 ล้านบาท และกำไร 751 ล้านบาท
ส่วนปีนี้ในไตรมาสแรก เพียงไตรมาสเดียวตัวเลขยอดขายขึ้นไปที่ 2,160 ล้านบาท และกำไร 193 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตัน ภาสกรนที ก่อตั้งบริษัท โออิชิ กรุ๊ป เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2542 เริ่มจากโออิชิ ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่น สาขาแรกที่ถนนทองหล่อ ปัจจุบันแบ่งธุรกิจหลักออกเป็นกลุ่มธุรกิจอาหาร และธุรกิจเครื่องดื่ม โดยธุรกิจอาหาร ประกอบด้วยร้านอาหารในเครือ 111 สาขา ธุรกิจเครื่องดื่ม ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ กรีนที อะมิโน พลัส และกาแฟพร้อมดื่มคอฟฟิโอ โดยในปี 2553 บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขาย 8,400 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตได้กว่า 20% มีผลกำไรกว่า 700 ล้านบาท
ปัจจุบันโออิชิ กรีนที ยังครองส่วนแบ่งตลาดชาเขียว 63% และสร้างมูลค่าตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในประเทศไทยให้สูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ กรุ๊ป ก็ยึดตำแหน่งผู้นำตลาดอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 50% ของตลาดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ตันจะยืนยันว่า การอำลาจากอาณาจักรโออิชิครั้งนี้ จะไม่กระทบกับก้าวต่อไปของบริษัท แต่ก็ต้องยอมรับว่า การที่โออิชิสามารถขยายธุรกิจได้เติบใหญ่อย่างปัจจุบัน เป็นเพราะความเป็นนักสู้ของ ตัน ภาสกรนที โดยเฉพาะการปลุกตลาดชาเขียวให้เติบโตต่อเนื่อง ด้วยการใช้การตลาดนำสินค้า และความเข้าใจในผู้บริโภค
ดังนั้น ก้าวต่อไปของโออิชิที่ไร้เงาตัน จึงต้องจับตามองชนิดห้ามกะพริบตา ซึ่งในวันนี้ยังไม่ทราบว่า ใครจะมาเป็นหัวเรือคนใหม่ของโออิชิ กรุ๊ป แต่สิ่งที่คาดเดาได้ คือ สีสันทางการตลาดที่อาจขาดหายไป เพราะบุคลิกของกลุ่มไทยเบฟฯ นั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ ตัน ภาสกรนที โดยไทยเบฟฯ ยังเป็นการบริหารงานแบบรวมศูนย์ แม้จะมีการแบ่งงานและแต่งตั้งทีมงานดูแลแต่ละหน่วยธุรกิจ แต่ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังคงอยู่ที่ เจริญ สิริวัฒนภักดี และฐาปน สิริวัฒนภักดี
“
ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ภายใต้กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โออิชิ กรุ๊ป เติบโตตามเป้ากว่า 20% ทุกปี และนับจากวันที่ขายหุ้นให้กับกลุ่มบริษัท ไทยเบฟ ผมมีสัญญาใจในการรับบริหารงานต่ออีก 3 ปี ปัจจุบันก็ล่วงเลยมาเกือบ 5 ปี สร้างผลประกอบการที่ดีขึ้นทุกๆ ปี บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้นทั้งระบบการบริหารงาน ความรู้ความสามารถของบุคลากร และการพัฒนาด้านเทคโนโลยี การวางมือในตอนนี้คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”ในวันนี้ ตันมีเงินสะสมไม่ต่ำกว่า 3,000
– 4,000 ล้านบาท มีที่ดินอีก 78 แปลง ที่ไม่ยอมระบุจำนวนไร่ มีธุรกิจที่ดำเนินการแล้วหลายประเภท อาทิ สนามฟุตบอลอารีน่า ทองหล่อ ร้านส้มตำแซ่บอีลี่ของบุตรสาว ร้านเบเกอรี เมลท์ มี รวมถึงที่ดินที่เชียงใหม่และลพบุรีที่เปิดให้เช่า ทั้งหมดนี้เป็นภาระที่ตันต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจังและสร้างมูลค่าเพิ่มก้าวต่อไปของ ตัน ภาสกรนที นั้น เขาพร้อมจะเปิดเผยหลังวันที่ 9 ก.ย. 2553 ซึ่งเป็นวันที่การลาออกมีผลอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำควบคู่ไปกับธุรกิจ คือ การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม ภายใต้แนวคิด ทำ 100 ได้ 100 ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอคำเฉลยจากปากเจ้าตัวเอง







