posttoday
หนี้เสีย(ยัง)ไม่ท่วมธนาคารไทย

หนี้เสีย(ยัง)ไม่ท่วมธนาคารไทย

26 กุมภาพันธ์ 2559

รายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ที่ระบุตรงกันว่า กลุ่มประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก กำลังประสบกับปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก และถ่านหิน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บีรัว โคล เอเนอร์จี ของอินโดนีเซีย และสหวิริยาสตีลอินดัสตรี (เอสเอสไอ) ของไทย

รายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ที่ระบุตรงกันว่า กลุ่มประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก กำลังประสบกับปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก และถ่านหิน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บีรัว โคล เอเนอร์จี ของอินโดนีเซีย และสหวิริยาสตีลอินดัสตรี (เอสเอสไอ) ของไทย

ภาพรวมหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียยังไม่สูงจนจะก่อปัญหาต่อเศรษฐกิจ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ยืนยันว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เริ่มชะลอตัวลง จากที่ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว

ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เอ็นพีแอลจะค่อยๆ ลดลงในเวลา 12-18 เดือน หลังจากที่หนี้เพิ่มถึงจุดสูงสุด เป็นไปตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

ข้อมูลเอ็นพีแอลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ สินเชื่อด้อยคุณภาพก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Gross NPL) ในปี 2558 ในไตรมาสแรกเอ็นพีแอลใหม่และหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาเป็นหนี้เสีย (Re Entry) รวมกันเป็น 65,268 ล้านบาท ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 67,316 ล้านบาท และในไตรมาส 3 เพิ่มสูงสุดเป็น 99,652 ล้านบาท ก่อนจะลดลงมาเหลือ 66,199 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา

แต่ยอดรวมเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2558 มียอดคงค้าง 3.375 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.03 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน Gross NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.55%  จาก 2.15% สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) มียอดคงค้างทั้งสิ้น 3.141 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2.23 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วน SM ต่อสินเชื่อรวมลดลงมาอยู่ที่ 2.38% จาก 2.61% ณ สิ้นปี 2557

หากดูสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมไม่ถึง 3% นับว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีโอกาสที่หนี้เสียจะลดลงก็มีมากขึ้น

บุญทักษ์ กล่าวต่อไปว่า หนี้เสียที่มีสัดส่วนมากที่สุดในขณะนี้ คือ หนี้เสียภาคการเกษตร ทั้งเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นไปตามการตกต่ำของราคา และปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งจะต้องดูแลลูกค้าใกล้ชิด ประคับประคองให้ผ่านไปได้

แน่นอนว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรและธุรกิจเอสเอ็มอี โดยรายได้ของภาคครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการส่งออกปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการส่งออกสินค้าที่ยังหดตัวต่อเนื่อง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ และภาวะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตร

การฝากความหวังกับภาวะเศรษฐกิจดูท่าว่าจะลำบาก เพราะคาดการณ์ของ ธปท.ที่ประเมินว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้ฐานะทางการเงินภาคเอกชนและคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทน และยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Search for Yield) ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้นักวิเคราะห์ทั้งหลายจะมองไปในทิศทางเดียวกันว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้น แต่ ธปท.เองก็ยังยืนยันว่า สถาบันการเงินไทยไม่มีปัญหา จะไม่เกิดปัญหาเหมือนในปี 2540 แน่นอน เนื่องจากสถาบันการเงินของไทยได้ปรับระบบ ปรับโครงสร้างการทำงาน การบริหารความเสี่ยงที่ดี

สำหรับที่ ธปท.ยืนยันว่าธนาคารพาณิชย์ไทยยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพดีนั้น เพราะได้มีการกันสำรองสำหรับสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 4.44 แสนล้านบาท ขยายตัว 11.7% จากระยะเดียวกันของปีก่อน มีสัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันลดลงมาอยู่ที่ 156.3%

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีสะสมทุนไว้รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ ในสิ้นปี 2558 ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 22,286,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรกำไรประจำปีเป็นเงินกองทุน การเพิ่มทุนและการออกตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.4% และ 14.5% ตามลำดับ

แม้ธนาคารจะยังคงมีกองทุนสูงและสำรองหนี้เสียเกินมาตรฐาน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดกำไรส่วนหนึ่งสมทบเข้าไปเพื่อแลกกับความแข็งแกร่ง ทำให้อัตราการทำกำไรของธนาคารเริ่มลดลง ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี