
พฤกษา โฮลดิ้ง
การปรับโครงสร้างของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายข้อที่สะท้อนที่มา
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
การปรับโครงสร้างของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายข้อที่สะท้อนที่มา และที่ไปของการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี
ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท คือเบอร์ 1 ในตลาดที่อยู่อาศัยในแง่ยอดขาย เป็นผลจาเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากการสร้างบ้านเป็นหลังๆ แล้วขาย แบบเก่า มาเป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม นำระบบสำเร็จรูปมาใช้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปหลายพันล้าน สามารถสร้างบ้านได้เร็วขึ้น คุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บ้านของพฤกษาที่มีลูกค้าระดับกลาง-ล่างเป็นฐานใหญ่มีต้นทุนที่ถูกกว่าคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกัน
ความสำเร็จของพฤกษา ดูได้จากยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปี ล่าสุดปี 2558 มียอดขายรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท มีกำไรกว่า 7,000 ล้านบาท แต่เป้าหมายใหญ่ของพฤกษาอยู่ที่ยอดขายระดับแสนล้านบาทในปี 2563 การจะไปถึงจุดนั้นได้คงจะพึ่งยอดขายจากที่อยู่อาศัยที่แต่ปีละ 10-15% คงเป็นไปได้ยาก
ขณะเดียวกัน เมื่อกลายเป็นบริษัทใหญ่มีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนขึ้น มีหน่วยธุรกิจที่หลากหลายทำให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในอาจจะไม่ปราดเปรียวเหมือนก่อน
ที่สำคัญที่สุด คือสภาพแวดล้อมการแข่งขันในตลาดที่เริ่มเปลี่ยนไป ปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่มีสัดส่วนการลงทุนถึง 70% ของตลาด การแข่งขันรุนแรงในทุกพื้นที่ด้วยกำลังเงินของรายใหญ่ ยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มเบียร์ช้างและเบียร์สิงห์ ยิ่งทำให้เจ้าถิ่นต้องเร่งปรับตัว
การตั้งบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง โดยมีบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตทเป็นบริษัทลูก พร้อมกับการขยายขาไปสู่ธุรกิจใหม่อีก 1-2 ธุรกิจในเบื้องต้น นอกจากจะช่วยสร้างรายได้เพิ่ม และยกระดับสู่บริษัทระดับภูมิภาคในอนาคต ขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างใหม่จะมีความคล่องตัวขึ้น
เมื่อรายใหญ่อย่างพฤกษา ขยายแขนขา ไปในธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากขึ้นในอนาคต การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คงจะไม่ได้มีแค่สินค้าเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะมาแบบครบกระบวน ออฟฟิศ คอนโด ค้าปลีก โรงแรม โรงพยาบาล ตามเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่ชอบอะไรที่สะดวกสบายแบบครบวงจร ซึ่งอสังหาฯ รายใหญ่ทั้งเจ้าเก่าเจ้าใหม่คงเดินไปตามแนวเดียวกัน เป็นห่วงก็แต่บริษัทรายกลางรายเล็กจะยังมีที่ให้ยืนได้อีกแค่ไหน







