
การตลาดร้ายกาจ กว่าที่คิด (จบ)
ความจากตอนที่แล้ว เราจะเห็นได้ว่ามีการตลาดที่ไม่สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ
โดย...ฉัตรพงศ์ ตันติมณีวัฒน์
ความจากตอนที่แล้ว เราจะเห็นได้ว่ามีการตลาดที่ไม่สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ที่พร้อมจะเอาเปรียบผู้บริโภคโดยตั้งใจ ที่สำคัญคือสุขภาพของผู้บริโภคที่ยากต่อการเยียวยารักษา เพียงเพราะไปหลงเชื่อกับโปรโมชั่นที่แอบแฝงมากับสิ่งที่เราเรียกกันจนชินปากว่า “กลยุทธ์การตลาด”
ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินปรากฏการณ์ “โรตีบอยเอฟเฟกต์” ที่สั่นสะเทือนวงการตลาดในอดีตและไม่ได้สร้างความเสียหาย ในแง่คุณธรรม ศีลธรรม เพราะต่างก็เข้าใจกันว่าเป็นการ “จัดฉาก” หมุนเวียนให้ลูกค้ามาต่อแถว ลูกค้าที่อยากรู้อยากลองก็เข้าไปต่อแถว เพื่อพิสูจน์ความจริงว่าอร่อยขนาดไหน แต่นักการตลาดไม่คิดยาวๆ ว่าอาหารที่มาหลอกล่อให้ผู้บริโภคต่อแถวนั้น เป็นผลิตภัณฑ์จากไขมัน เนย และแป้งทั้งสิ้น ถ้าเป็นการตลาดสมัยใหม่ต้องคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
ถัดมาถึงการงัดกลยุทธ์การตลาดควบคู่กับกลยุทธ์การเงินด้วย กลยุทธ์ “กินก่อนผ่อนทีหลัง” โปรโมชั่นของร้านอาหารกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ที่เสนอนวัตกรรมใหม่ของธุรกรรมการเงินกับกิจกรรมการกินที่แสนจะใหม่สุดของสังคมไทย คือ โปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 3 เดือน เมื่อรับประทานอาหารครบ 1,500 บาทขึ้นไป นับเป็นครั้งแรกสำหรับธุรกิจอาหารที่นำกลยุทธ์ผ่อนชำระ 0% มาใช้ ด้วยกลยุทธ์นี้ เป็นการเปิดช่องให้ผู้บริโภค “ไม่รู้จักอิ่ม” จะทำให้เกิดนิสัยเคยตัว เกิดภาระหนี้ในอนาคตซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ควรเอาอย่าง
การโปรโมทผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคสะสมฝากับเครื่องดื่มประเภทหนึ่ง ให้บริโภคจำนวนมากเพื่อนำรหัสบนฝามาลุ้นเอารางวัล ในทางการตลาดถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เครื่องดื่มจะใช้กลยุทธ์ชิงรางวัลที่จูงใจแบบนี้ แต่ผู้บริโภคหลงงมงายหวังจะได้ของรางวัลที่โดนใจอย่างยิ่ง บวก ลบ คูณ หารแล้วผู้ผลิตย่อมได้มากกว่าเสีย แต่ที่เสียหายคือ สุขภาพของผู้บริโภคที่ต้องหาทางเยียวยาในอนาคตด้วยงบประมาณแผ่นดิน
อีกประเด็นที่การโฆษณาในโรงภาพยนตร์กลายเป็นเป้า คือ การทำตัวเป็นสื่อโฆษณาสินค้า ทั้งที่คนดูจ่ายเงินมาดูหนังไม่ได้มาดูโฆษณา ถือเป็นการละเมิดสิทธิคนดู ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำของนักการตลาดที่มีเป้าหมายเพื่อกิจการ แต่ไม่เอื้อเฟื้อสังคม จ้องเอาเปรียบผู้บริโภค เป็น “ทะเลดำ” ของการตลาด นำมาซึ่งสังคมเอาเปรียบจนเกิดคำว่า “การตลาดร้ายกว่าที่คิด”







