
ปลัดพลังงานเล็งทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า
“พรชัย”เรียกประชุมทบทวนสัญญาซื้อไฟจากพลังงานหมุนเวียนหลังคนแห่ยื่นโครงการทะลุ8,000เมกะวัตต์ หวั่นระบบสายส่งรับไม่ไหว
“พรชัย”เรียกประชุมทบทวนสัญญาซื้อไฟจากพลังงานหมุนเวียนหลังคนแห่ยื่นโครงการทะลุ8,000เมกะวัตต์ หวั่นระบบสายส่งรับไม่ไหว
นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เปิดเผยว่า เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งหมด ซึ่งมีเอกชนสนใจยื่นเข้ามามีปริมาณสูงถึง 7,000-8,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นห่วงถึงความพร้อมระบบสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)จะรองรับได้มากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้ประเด็นที่จะหารือเร่วมกัน มี 3 เรื่องหลัก คือ 1. โครงการที่เอกชนยื่นเสนอขายไฟจากพลังงานทดแทนจะสามารถยืดระยะเวลาการนำเข้าไฟฟ้าเข้าระบบได้หรือไม่ 2. ในแต่ละโครงการที่เสนอมาจะสามารถผลิตได้จริงเมื่อไหร่ มีความเป็นไปได้แค่ไหน เพราะที่ผ่านมามีบางโครงการยื่นเสนอขายไฟฟ้าแต่ก็ไม่มีการก่อสร้าง และ3เอกชนที่ได้ใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าไปเริ่มมีการนำไปขายต่อเพื่อหาผลตอบแทน
สำหรับนโยบายการปรับลดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) ที่ได้ประกาศไปแล้วนั้น ยืนยันไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทติย์ (โซลาร์เซลล์) ปรับแอดเดอร์ลดเหลือ 6.50 บาท/หน่วย จากอัตราเดิมอยู่ที่ 8 บาท/หน่วย เนื่องจากตามแผนพลังงานทดแทนกำหนดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไว้เพียง 500 เมกะวัตต์ เท่านั้น แต่มีผู้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าเข้าระบบถึง 3,000 เมกะวัตต์ ถ้าต้องรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) ปรับเพิ่มขึ้น 27 สต./หน่วย จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อนในบิลที่เรียกเก็บค่าไฟฟ้า
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันปรับลดลงถึง 50% จึงเป็นเหตุผลที่สามารถปรับลดแอดเดอร์ลงได้ ส่วนที่มองว่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนด้านพลังงานทดแทน นั้น จากโครงการที่ยื่นเข้ามา พบว่ามีผู้ประกอบการที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า(พีพีเอ) ไปแล้วจำนวน 1,660 เมกะวัตต์ ส่วนผู้ที่ได้รับการยืนยันรับซื้อไฟฟ้า แต่ยังไม่ได้ทำพีพีเอมีจำนวน 216 เมกะวัตต์ ทั้ง 2 ส่วนนี้ยังคงได้รับสิทธิแอดเดอร์ในอัตรา 8 บาท/หน่วย แต่ที่เหลืออีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์พิจารณาแล้วว่ายังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพียงแค่ยื่นสมัครเข้ามาเท่านั้น
“ต้องมาทบทวนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ยื่นเข้ามาใหม่ ซึ่งมี่จำนวนถึง 7,000-8,000 เมกะวัตต์ เป็นอัตราที่สูง หากเทียบกับระบบสายส่งของกฟผ.แล้ว เกรงว่าจะมีปัญหาไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมดในคราวเดียวกัน ดังนั้นอาจมีการยืดระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าออกไปบางโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการนำไฟฟ้าเข้าระบบและกระทบกับการจ่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เอกชนบางรายได้ใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าแล้ว แต่มีการนำไปขายต่อให้กับเอกชนรายอื่น เพื่อหากำไร ประเด็นเหล่านี้จะต้องนำมาทบทวนกันใหม่”นายพรชัยกล่าว







