
จะลงทุนทั้งที รวย และ ดี มีจริงไหม
ทำไมเราต้องเลือกระหว่าง "คนรวย" หรือ "คนดี" ทำไม "คนรวย" และ "คนดี" จะเป็นคนคนเดียวกันไม่ได้
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
ทำไมเราต้องเลือกระหว่าง "คนรวย" หรือ "คนดี"
ทำไม "คนรวย" และ "คนดี" จะเป็นคนคนเดียวกันไม่ได้
คงเพราะเรามักจะจำภาพจากละครแบบไทยๆ ว่า ถ้าเป็นคนดีก็มักจะไม่ร่ำรวย เพราะไม่โกงไม่กิน (แถมซ้ำร้ายอาจจะถูกคนเอาเปรียบ) แต่ถ้าเป็นคนรวย ก็อาจจะไม่ใช่คนดี
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คนรวยที่เป็นคนดี มีอยู่มากมาย มีทั้งคนรวยและดีแบบเปิดเผย และคนรวยและดีที่ไม่เปิดเผย แต่เชื่อเถอะว่า เราจะรับรู้ได้เมื่อได้เจอตัวจริง
แต่ถ้าเป็นการลงทุนหุ้น นักลงทุนรายย่อยอย่างเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า บริษัทไหนเป็น “คนดี” มีการกำกับกิจการที่ดี และมีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนที่ดี
หลักการของ ‘คนดี’
ถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนจะมี “มาตรวัดความดี” อยู่อย่างน้อย 3 เรื่องหลักๆ ที่นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญ ได้แก่
1.มีการกำกับดูแลกิจการ หรือบรรษัทภิบาลที่ดี (CG) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความไว้ว่า หมายถึง การบริหารจัดการบริษัทที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
2.มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) หรือเรียกรวมๆ ว่า ESG
3.ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Anti-corruption)
แต่เราคงจะไม่เชื่อถือ ถ้าอยู่ๆ บริษัทจะออกมาอวดอ้างว่า ตัวเองเป็น “คนดี” โดยไม่มีเครื่องการันตี ไม่มีคนกลางมาช่วยยืนยัน เพราะฉะนั้นต้องไปหา “คนกลาง” มารับรองความดีของบริษัทที่เราจะลงทุน
สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) เป็นหนึ่งในคนกลางที่ทำหน้าที่ประเมินและให้คะแนนว่า บริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่ง (ที่ให้ความร่วมมือในการจัดส่งข้อมูล) ได้คะแนนเท่าไรบ้าง จากการประเมินใน 5 หมวดต่อไปนี้
1.สิทธิของผู้ถือหุ้น
2.การปฏิบัติต่อผู้ถือห้นุ อย่างเท่าเทียมกัน
3.การคำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย
4.การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส
5.ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
เมื่อประเมินและให้คะแนนเรียบร้อยแล้ว IOD จะแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม และใช้ตราสัญลักษณ์ หรือโลโก้ IOD เป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่ม ตั้งแต่ ดีเลิศ ดีมาก ดี ดีพอใช้ ผ่าน และกลุ่มสุดท้าย N/A
แต่ IOD จะประกาศรายชื่อเฉพาะบริษัทที่ได้รับคะแนนตั้งแต่ “ดี” (3 โลโก้) จนถึง “ดีเลิศ” (5 โลโก้) เท่านั้น ซึ่งในสายตานักลงทุนอย่างเรา ถ้าได้ 3 โลโก้ขึ้นไป ก็น่าจะ “ลงทุนได้”
หรือจะดูข้อมูลของคนกลางอีกคน คือ สถาบันไทยพัฒน์ ที่จัดทำ ESG Rating และประกาศรายชื่อบริษัทจดทะเบียน 100 แห่ง ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG หรือเรียกว่า ESG100
นอกจากจะเป็น “คนดี” แล้ว บริษัทเหล่านี้ยังให้ผลตอบแทนที่ดีอีกด้วย โดยที่ IOD/CG Index แสดงให้เห็นว่า หุ้นที่มี CG ในระดับ “ดีเลิศ” ได้ผลตอบแทนรายปี 12.21% ต่อปี ขณะที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ได้ 10.35% ต่อปี
ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นของ IOD/CG Index เพิ่มขึ้น 123.17% (ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2550-ก.ย. 2558) ในขณะที่ SET Index เพิ่มขึ้น 98.43%
เพราะฉะนั้น ความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า บริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีก็มักจะส่งผลดีต่อความสามารถในการทำกำไรแบบยั่งยืน และเป็นผลดีต่อราคาหุ้น
นั่นเพราะเมื่อบริษัทมีการกำกับดูแลที่ดี จะทำให้ได้ผลประกอบการที่ดี ส่งผลไปถึงฐานะบริษัท และผู้ถือหุ้นก็จะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ จึงมีการลงทุนต่อเนื่อง และในท้ายที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้น
ลงทุนกับ ‘คนดี’
แล้วถ้าเราไม่มีเวลาตรวจสอบ ไปค้นหาว่า บริษัทไหนเป็น “คนดี” มีบรรษัทภิบาล ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะทุกวันนี้มี “นักลงทุนสถาบัน” นั่นคือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่า จะต้องมี “กองทุนรวม” ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มี CG ESG และ Anti-corruption ออกมาให้เราลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในปัจจุบันมีกองทุนแบบนี้ออกมาแล้ว 5 กองทุน ซึ่งถ้ามองกันยาวๆ จะเห็นว่า ทุกกองทุนมีผลดำเนินงานที่ดีและเอาชนะดัชนีเปรียบเทียบได้แบบขาดลอย
- CG-LTF
กองทุนบรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF) ของ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) เป็นกองทุนแรกที่มีนโยบายชัดเจนว่า จะลงทุนใน “หุ้นที่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี” ตามกรอบการจัดเกณฑ์ของหน่วยงานต่างๆ เช่น IOD
ด้วยเพราะกองทุน CG-LTF ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ทำให้เห็นพัฒนาการของผลตอบแทนระยะยาวได้ชัดเจนว่า สามารถเอาชนะ SET Index ได้อย่างขาดลอยจริงๆ โดยถ้าคิดตั้งแต่จัดตั้งให้ผลตอบแทนได้ปีละ 30.97% ขณะที่ SET Index ได้ 9.37%
นอกจากนี้ ยังทำผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่แปลกใจที่กองทุนนี้มักจะติดอันดับต้นๆ เมื่อมีการจัดอันดับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
- BSIRICG
กองทุนบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) และกองทุนบัวหลวงสิริผล บรรษัทภิบาลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BSIRIRMF) ถือว่าเป็น “คู่แฝด” ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ บลจ.บัวหลวง เพราะมีนโยบายเดียวกัน คือ
ลงทุนหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (พิจารณาจาก CG Scoring) โดยเน้นลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) หรือมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ หรือมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ถ้าดูจากหุ้น 5 อันดับแรกที่ทั้งสองกองทุนนี้ลงทุน ยังเป็นบริษัทเดียวกัน เพียงแต่สัดส่วนในการลงทุนอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทำให้ผลตอบแทนที่ได้ออกมาใกล้เคียงกัน
- BKIND
กองทุนคนไทยใจดี (BKIND) เป็นอีกกองทุนหนึ่งของ บลจ.บัวหลวง ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2557 และมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่เข้มข้นมากกว่าแค่ CG เพราะมีนโยบายลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมใน 4 ด้าน ดังนี้ 1.สิ่งแวดล้อม 2.สังคม 3.ธรรมาภิบาล และ 4.การต่อต้านคอร์รัปชั่น
คงเพราะหลักเกณฑ์ที่เข้มข้นแบบนี้เอง ถึงกับทำให้ วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ออกปากในวันที่เปิดเผยพอร์ตลงทุนว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ที่มีอยู่ 668 บริษัท (ในขณะนั้น) มีเพียง 47 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่สามารถลงทุนได้
แต่แม้จะมีอยู่ไม่กี่บริษัทที่ลงทุนได้ แต่เมื่อลงทุนไปแล้วผลดำเนินงานของกองทุนก็ถือว่า ดีกว่า SET Index (แม้ว่าจะติดลบ แต่ก็ยังลบน้อยกว่า SET Index)
- TISESG-S
กองทุนทิสโก้ ESG เพื่อสังคม (TISESG-S) ของ บลจ.ทิสโก้ ถือเป็นน้องเล็กของกองทุนในกลุ่มนี้ เพราะจัดตั้งขึ้นมาเมื่อ เดือน ต.ค. 2558 นี่เอง และผลดำเนินงานยังติดลบตามภาวะตลาดโดยรวม แต่ถ้าเทียบกับ SET Index ก็ถือว่า ดีกว่ามาก
กองทุนมีนโยบายลงทุนในบริษัทที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมใน 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและประกาศโดยสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของ บลจ.ทิสโก้ เอง
สาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ เชื่อว่า “บริษัทที่อยู่ภายใต้กรอบของ ESG จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตได้ดีในระยะยาว มีความผันผวนหรือมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าตลาดโดยรวม”
นอกจาก 5 กองทุนนี้แล้ว เร็วๆ นี้ บลจ.วรรณ จะออกกองทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่ง วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ รับรองว่า จะแตกต่างจากกองทุนอื่นๆ
ถ้าไปดูหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของทั้ง 5 กองทุน จะเห็นรายชื่อหุ้น 5 อันดับแรก ที่มีทั้งความเหมือนและความต่างกันอยู่บ้าง นั่นเพราะนอกจากจะเลือก “คนดี” เหมือนๆ กันแล้ว การเลือกหุ้นยังขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่มองหาหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดไปพร้อมๆ กันด้วย
เพราะฉะนั้น ทำให้มั่นใจได้ว่า “คนดี” ที่กองทุนเลือกลงทุนจะเป็น “คนรวย” ที่น่าลงทุน และทำให้นักลงทุนอย่างเรารวยด้วยความภาคภูมิใจตามไปด้วย







