
รุ่นใหม่พัฒนาโลจิสติกส์ รุกอี-คอมเมิร์ซ-ประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ผู้หญิงก็มีโอกาสขึ้นมาเป็นแนวหน้าบริหารธุรกิจกันมากขึ้น
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ผู้หญิงก็มีโอกาสขึ้นมาเป็นแนวหน้าบริหารธุรกิจกันมากขึ้น จะเห็นได้ว่าหลายองค์กรก็ผลักดันผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูงเต็มที่ เพราะตระหนักแล้วว่าผู้หญิงก็มีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย และอีกองค์กรที่มีผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นผู้หญิงเก่งก็คือ บริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์
จุฑานุช ชุมมานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้คิดไว้นานแล้วว่าจะเข้ามาช่วย เพราะมองว่าธุรกิจที่ทำอยู่สามารถเข้ามาดูแลและสร้างให้เติบโตได้ และเรื่องโลจิสติกส์ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ มีโอกาสพัฒนาไปได้อีกมาก
แม้ว่าก่อนเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจจะมีความรู้เกี่ยวกับโลจิสติกส์น้อย แต่ได้เห็นคุณพ่อและคุณแม่ทำธุรกิจนี้มาตั้งแต่ตัวเองยังเด็ก ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่เป็นหมอฟันมาก่อนยังเปลี่ยนมาทำธุรกิจเกี่ยวกับตัวแทนผู้นำเข้าและผู้ส่งออกในการดำเนินพิธีการศุลกากร (ชิปปิ้ง) ได้ จึงมุ่งมั่นเข้ามาสานต่อ โดยใช้เวลานับปีจึงจะเข้าใจกับธุรกิจ
วิธีเรียนรู้ธุรกิจก็คือต้องเข้าไปอยู่หน้างานด้วยตัวเอง โดยได้เข้าไปฝึกทำงานแบบเดียวกับที่พนักงานต้องทำ เพียงแต่เปลี่ยนไปตามแผนกงานต่างๆ ซึ่งมี 4 แผนก ได้แก่ ชิปปิ้ง ตัวแทนนำเข้า-ส่งออกสินค้า (เฟรท ฟอร์เวิร์ดเดอร์) รถบรรทุกขนตู้สินค้าใหญ่ และคลังสินค้า โดยสับเปลี่ยนไปทำงานแผนกละ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นความตั้งใจของตัวเองที่จะสับเปลี่ยนไปแผนกต่างๆ เพราะต้องการรู้กระบวนการปฏิบัติงานแต่ละแผนก และได้ทำความรู้จักพนักงานให้มากขึ้น
ทั้งนี้ การเป็นรุ่นที่ 2 เข้ามาสานต่อธุรกิจ ถือเป็นความท้าทายที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าต้องทำให้ได้ ซึ่งหลังจากเข้ามาแล้วก็ตั้งใจทันทีว่าจะต้องพัฒนาบริษัทในด้านระบบเทคโนโลยี เพราะเดิมกระบวนการทำงานหลายขั้นตอนเขียนด้วยมือในสมุด ก็ซื้อระบบคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ช่วยลดต้นทุนและลดข้อผิดพลาดและช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดการทุจริตได้ อีกทั้งเพิ่มความแม่นยำในด้านบัญชีด้วย
อีกส่วนที่พัฒนาคือ ด้านลูกค้า ทั้งการขายและการทำตลาด เพราะเดิมรุ่นคุณพ่อคุณแม่มีลูกค้ากลุ่มหลักอยู่แล้ว ไม่ได้มองหาลูกค้าเพิ่มเติม เป็นการทำธุรกิจแบบเรื่อยๆ อยู่กับกลุ่มลูกค้าเดิมๆ เมื่อเวลาผ่านไปมีผู้เล่นเข้ามาในตลาดมากขึ้น ก็ทำให้ยอดการใช้บริการตก เพราะลูกค้าเดิมก็แบ่งไปใช้บริการเจ้าอื่นบ้าง ดังนั้นจึงต้องการเพิ่มช่องทางการขาย เพิ่มโครงการสำคัญใหม่ๆ ให้บริษัทเพื่อขยายฐานลูกค้า
“งานที่เคยทำก่อนหน้านี้กับงานด้านโลจิสติกส์นั้นใช้ทักษะคนละด้านกัน งานด้านการตลาดในอดีตใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักเพื่อออกแบบแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ส่วนงานโลจิสติกส์เน้นทักษะเรื่องการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่สุด เปรียบแล้วก็เหมือนใช้สมองคนละซีกในการทำงาน”
เมื่อต้องมาทำธุรกิจโลจิสติกส์ก็พยายามนำทักษะเดิมที่ใช้ด้านการตลาดมาบูรณาการกับทักษะที่ต้องใช้ทำโลจิสติกส์ สร้างนวัตกรรมใหม่ให้ธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น การขาย เดิมต้องมีเจ้าหน้าที่ขับรถไปพบลูกค้าทีละราย ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้การตลาดออนไลน์ ผ่านเครื่องมือกูเกิล แอดเวิร์ดเอสอีโอโปรโมทเว็บไซต์ให้คนรู้จัก ซึ่งก็มีลูกค้าที่เข้ามามากผ่านช่องทางนี้ โดยที่ไม่ต้องออกไปหาลูกค้าเลย
จุฑานุช กล่าวว่า ลูกค้าหลักของบริษัทคือ ธุรกิจอาหาร ก่อสร้าง การผลิต ทั้งเพื่อส่งออกและนำเข้า ระยะหลังธุรกิจแข่งขันสูง บริษัทจึงขยายธุรกิจใหม่ไป 2 ส่วน คือ ขยายการขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออกไปตามด่านชายแดนและข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน จากเดิมทำแค่ในไทย ส่วนธุรกิจในไทยก็เห็นโอกาสจากการซื้อขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ที่โตมาก จึงเปิดแผนกให้บริการลูกค้าอี-คอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
สำหรับการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้นเริ่มมากว่า 2 ปีแล้ว โดยบางประเทศยังมีข้อจำกัดอยู่ ทำให้ไปได้เพียงบริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศนั้น เช่น เมียนมา เนื่องจากรถไทยไม่สามารถข้ามเข้าไปได้ ก็ต้องใช้วิธีจับมือกับพันธมิตรในเมียนมา เพื่อขนถ่ายสินค้าเข้าไปในเมียนมาต่อ ส่วนบางประเทศก็สามารถขนส่งสินค้าข้ามไปได้เลย เช่น ลาว
ในอนาคตบริษัทมีแผนไปตั้งสำนักงานสาขาที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้บริการลูกค้าบริษัทที่ไปตั้งโรงงานหรือขยายธุรกิจประเทศเพื่อนบ้าน โดยมองไว้ 2-3 ประเทศ คาดว่าจะเป็นกัมพูชา เมียนมา
และลาว คาดว่าภายใน 2 ปีน่าจะเกิดขึ้นได้
ขณะที่การรุกเจาะลูกค้าอี-คอมเมิร์ซนั้นดำเนินการมาเกือบ 2 ปี เป็นการเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางลูกค้าเดิมที่แสดงความต้องการเข้ามายังบริษัทว่าอยากให้โครงสร้างงานรองรับอี-คอมเมิร์ซ หลังจากที่ลูกค้าเริ่มพัฒนาช่องทางอี-คอมเมิร์ซของตัวเอง
จากเหตุผลนี้ทำให้บริษัทพัฒนาบริการไว้รองรับลูกค้าอี-คอมเมิร์ซหลายรูปแบบ ตั้งแต่ให้บริการขนส่งเท่านั้น มีคลังสินค้าให้เก็บสินค้า เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามาจะนำสินค้าออกมาจากคลังแล้วส่งให้ลูกค้าด้วย ไปถึงขั้นบริษัททำแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซให้ลูกค้าและเป็นผู้บริหารจัดการทุกอย่างด้านอี-คอมเมิร์ซให้ ส่วนรูปแบบที่ลูกค้าเลือกใช้มากที่สุดคือ บริษัทลูกค้านำสินค้าของตัวเองมาฝากไว้ที่คลังสินค้าของบริษัท เพื่อให้บริษัทช่วยจัดการและนำส่งตามบ้านของลูกค้าที่สั่งซื้อ
จุฑานุช กล่าวว่า รายได้จากบริการอี-คอมเมิร์ซแม้จะมีเม็ดเงินไม่มากเท่ากับบริการอื่น แต่มีอัตราเติบโตสูง โดย 2 ปีที่ผ่านมาหลังเปิดตัว รายได้ด้านอี-คอมเมิร์ซโต 30-40% ทุกปี ส่วนปีนี้คาดว่าจะโต 50% เพราะเมื่อก่อนมีบริษัทที่อยากขายสินค้าทางอี-คอมเมิร์ซมาก แต่จำนวนลูกค้าที่ซื้อผ่านอี-คอมเมิร์ซยังน้อย แต่ปัจจุบันมีคนซื้อบนอี-คอมเมิร์ซจำนวนมากขึ้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่ได้ไปเดินซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า แต่จะซื้อบนเว็บไซต์ ทำให้มีผู้ขายเกิดขึ้นบนช่องทางอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ดังนั้นบริการด้านอี-คอมเมิร์ซจึงน่าจะโตรวดเร็ว
“การเติบโตของบริการลูกค้าอี-คอมเมิร์ซ 3 ปีข้างหน้าน่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ ระดับ 50% ต่อปี ไม่น่าจะมีปัญหา ขณะที่ 5 ปีข้างหน้าคาดว่ากลุ่มอี-คอมเมิร์ซจะเป็นลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย”
จุฑานุช กล่าวถึงการรับตำแหน่งนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออกว่า เพิ่งรับตำแหน่งนี้ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเดิมก็เข้าไปคลุกคลีในสมาคมมาระยะหนึ่ง เคยเป็นเลขาฯสมาคมมาก่อน สาเหตุที่เข้าไปมีบทบาทในสมาคม เพราะมองว่าการแข่งขันธุรกิจโลจิสติกส์สูงขึ้นมาก ดังนั้นควรจะมีพันธมิตรธุรกิจเพื่อช่วยกันเติบโต
ในสมาคมมีนักธุรกิจรุ่น 2 ที่รับช่วงต่อจากรุ่นก่อนจำนวนมาก ทุกคนมองตรงกันว่าอยากเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์สมาคมว่าไม่ได้เป็นแค่แหล่งสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูง แต่ต้องการพัฒนาให้สมาคมช่วยเหลือกันทางธุรกิจ ร่วมมือกับรัฐบาลมากขึ้นเพื่อผลักดันผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้ ตัวอย่างที่ทำแล้ว เช่น ไปร่วมมือกับผู้ประกอบการประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งสหพันธ์รถบรรทุกแห่งอาเซียน เพื่อเป็นปากเสียงในการกระตุ้นรัฐบาลของไทยและประเทศเพื่อนบ้านให้พูดคุยกันเพื่อลดทอนอุปสรรค ด้านโลจิสติกส์
สำหรับภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์นั้น ปีที่ผ่านมามีมูลค่า 3.8 แสนล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้อีก 10% เป็นการเติบโตจาก 2 ส่วน คือ การทำธุรกิจกับประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีมากขึ้น และการเติบโตจากอี-คอมเมิร์ซซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะเข้าไปคว้าไว้เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่ก็เป็นความท้าทาย เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตมากก็จะมีหน้าใหม่เข้ามามากขึ้น ทำให้การแข่งขันสูง
ถือเป็นผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามากทีเดียว เพราะด้วยอายุเพียงเท่านี้สามารถรับภารกิจหนักๆ ทั้งธุรกิจของตัวเองและของภาพรวมได้ในเวลาเดียวกัน ต้องใช้ความสามารถที่อยู่ในตัวสูงสุดทีเดียว







