
ลดน้ำหนักหุ้นธนาคารเหลือปกติ
โดย...บล.ธนชาต
โดย...บล.ธนชาต
แม้ความเสี่ยงด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่บรรเทาลงและการตั้งสํารองที่เข้าใกล้จุดสูงสุดจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในระยะสั้น แต่กลุ่มธนาคารพาณิชย์กําลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งกดดันการเติบโตของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) และการปรับขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ปรับลดประมาณการกําไร และลดน้ำหนักลงทุนเป็นปกติ โดยเลือกหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) เป็นหุ้นที่เลือกลงทุนแทนธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารทหารไทย (TMB)
การลดน้ำหนักครั้งนี้จากความท้าทายเชิงโครงสร้าง จึงคาดว่าอาร์โออีของธนาคารไทยจะฟื้นตัวจาก 12.3% ในปีนี้ เป็น 12.5% ในปี 2560 เนื่องจากความเสี่ยงด้านเอ็นพีแอลที่บรรเทาลง และการตั้งสํารองที่คาดว่าจะแตะจุดสูงสุดในช่วงกลางปี 2559 อย่างไรก็ตามกลุ่มธนาคารกําลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ซึ่งทําให้การเติบโตของอาร์โออีเป็นไปอย่างจํากัด ดังนั้นจึงปรับลดประมาณการกําไรลง 10-13% ในปี 2559-2561 และคาดว่าอาร์โออีจะทรงตัวอยู่ที่ 13% หลังปี 2560 ซึ่งทําให้หุ้นไม่สามารถกลับไปซื้อขายที่มูลค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 1.5 เท่า ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ต่ำลง คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV) ที่ 1.2 เท่า ฟื้นตัวระยะสั้นจากความเสี่ยงด้านเอ็นพีแอลที่บรรเทาลง หลังจากถูกกระทบเชิงลบจากสินทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพมาตั้งแต่ปลายปี 2554
ปัจจุบันวิกฤตเอ็นพีแอลของกลุ่มธนาคารน่าจะอยู่ในโค้งสุดท้ายคุณภาพของสินเชื่อ เข้าซื้อเริ่มกลับมาเป็นปกติ แม้เอ็นพีแอลของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่การเกิดเอ็นพีแอลใหม่ค่อยๆ ลดลง สําหรับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่นั้น มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชําระหนี้สูงขึ้น แต่เป็นเฉพาะบางกลุ่ม คาดเอ็นพีแอลของกลุ่มจะแตะจุดสูงสุดในปีนี้ที่ 3.31% ลดลงสู่ 3.27% และ 3.21% ในปี 2560-2561 สภาพแวดล้อมใหม่กดดันการเติบโตของอาร์โออี
แม้คาดว่าแรงกดดันในเรื่องการตั้งสํารองจะบรรเทาลง แต่คาดว่าอาร์โออีจะเพิ่มขึ้นอย่างจํากัด ทั้งนี้เป็นเพราะธนาคารกําลังดําเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ที่มีความท้าทาย ซึ่งจะกดดันความสามารถในการสร้างผลกำไรและเพิ่มผลตอบแทนของธนาคาร สภาพแวดล้อมใหมคือ ประการแรก การเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลง จากการที่ช่องทางกู้ยืมอื่นนอกจากธนาคารมีความสําคัญขึ้น ในขณะที่มีการ เจาะตลาดรายย่อยและเอสเอ็มอีไปมากแล้ว ประการที่สอง การชะลอตัวลงของการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากผลของฐานที่สูง ไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงอันเนื่องจากความนิยมระบบธนาคารออนไลน์มากขึ้น ประการที่สาม แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องใช้เงินลงทุนสูง และประการที่สี่ กฎข้อบังคับที่ทําให้ต้องดํารงเงินกองทุนและสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น และหลักเณฑ์ทางบัญชีที่เข้มงวด
ธนาคารที่มีช่องทางในการเติบโตจากภายในมากกว่าน่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมนี้น้อยกว่า ซึ่ง KTB และ KKP มีคุณสมบัติเหล่านี้ และเลือกเป็นแทน KBANK และ TMB, KTB น่าจะเติบโตตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ผลประโยชน์รวมกันที่เกิดจากการเข้าซื้อ บล.ภัทร (PHATRA) ของ KKP เริ่มออกดอกผลด้วย ทําให้มีการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงปรับลดคําแนะนําธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็น ถือ จาก ซื้อ







