
ภัทรหั่นPTTGC
ภัทรลดราคาเป้าหมาย-กำไรของ PTTGC ชอบ SCC-IRPC มากกว่า ส่วน VNT พลิกมีกำไรคุณภาพดีขึ้น
ภัทรลดราคาเป้าหมาย-กำไรของ PTTGC ชอบ SCC-IRPC มากกว่า ส่วน VNT พลิกมีกำไรคุณภาพดีขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ยังคงแนะนำซื้อหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) แต่ปรับลดมูลค่าเหมาะสมลงจาก 75.30 บาท เหลือ 69.60 บาท หลังจากปรับลดประมาณการกำไรปี 2559-2560 ลง 9% เป็น 2.67 หมื่นล้านบาท และ 8% เป็น 2.71 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ สาเหตุที่ลดประมาณการกำไร เนื่องจากการปรับสมมติฐานส่วนต่าง (สเปรด) ของโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ที่ลดลง และการผลิตของโอเลฟินส์ลดลงเป็น 94% จากการปิดซ่อมบำรุง โดยกำไรปี 2559 ล่าสุดอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ตลาดอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท และมีความเสี่ยงจากการถูกปรับลดประมาณการของตลาด สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี บล.ภัทร ชอบบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC)
ล่าสุด ราคาหุ้น PTTGC ปิดที่ 53.50 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.47% ดีดขึ้นจากที่ลงไปต่ำสุด 52 บาท หลังรับรู้ตัวเลขกำไรสุทธิ 20,502 ล้านบาท ดีขึ้นจากปี 2557 ที่มีกำไรสุทธิ 15,371 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลอีกหุ้นละ 1.30 บาท หลังจ่ายระหว่างกาล 1.50 บาท รวม 2.80 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 12,561 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 61% ของกำไรสุทธิของปี 2558
ด้าน ผลการดำเนินงานของ บริษัท วีนิไทย (VNT) มีกำไรสุทธิ 566 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 963 ล้านบาท แม้มีรายได้รวม 16,653 ล้านบาท มาจากรายได้จากการขาย 16,555 ล้านบาท ลดลง 6.7% จากปี 2557 จำนวน 1,187 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากราคาขายโดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ที่ลดลงตามราคานํ้ามันดิบประกอบกับสภาวะการแข่งขันในตลาด หากแต่ปริมาณขายผลิตภัณฑ์โดยรวมของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการพัฒนาเสถียรภาพในกระบวนการผลิต สำหรับสัดส่วนการขายแยกเป็นในประเทศและต่างประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
ขณะที่ต้นทุนขายในปี 2558 จำนวน 14,769 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,607 ล้านบาท คิดเป็น 9.8% จากปี 2557 สาเหตุหลักมาจากราคาเฉลี่ยของเอทิลีนที่ลดลงตามราคานํ้ามันดิบ และราคาเฉลี่ยของกลีเซอรีนที่ลดลงเนื่องจากอุปทานในตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนเอทิลีนในภูมิภาคในไตรมาส 2 ส่งผลให้ต้นทุนที่ลดลงจากราคาวัตถุดิบนั้นไม่เพียงพอ ที่จะทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับส่วนต่างระหว่างราคาขายผลิตภัณฑ์พีวีซีกับต้นทุนวัตถุดิบหลักไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจำนวน 1,172 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 จำนวน 11 ล้านบาท หรือ 1% โดยค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเนื่องจากการเพิ่มมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหาร ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย
“ตลอดปี 2558 บริษัทมีโครงการพัฒนาความเป็นเลิศทั้งในด้านกระบวนการผลิต การจัดซื้อจัดหา และการตลาด ทำให้บริษัทสามารถพัฒนาประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต รวมทั้งลดต้นทุนในหลายๆ ด้าน จึงส่งผลให้บริษัท สามารถอัตรากำไรขึ้นต้นเพิ่มขึ้น 3.1% จากระดับ 7.7% เป็น 10.8% ส่วนอัตรากำไรสุทธิพลิกจากติดลบ 5.4% เป็น 3.4% อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์รวมเฉลี่ย จากติดลบ 5.2% เป็นบวก 3.4% อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย จากลบ 6.2% เป็น 3.7% และอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นก็ดีขึ้นจาก 0.31 เท่าเป็น 0.23 เท่า” บริษัทระบุ
สำหรับเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินรวมทั้งสิ้น 1,435 ล้านบาท ในปี 2558 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ระยะยาว 1,218 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นจำนวน 119 ล้านบาท ส่วนเงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมการลงทุนมีจำนวน 381 ล้านบาท ลดลง 204 ล้านบาท จากปี 2557 ที่ใช้จำนวน 584 ล้านบาท เนื่องจากการชะลอการลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงงานของบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,505 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 356 ล้านบาท หรือ 17% เมื่อเทียบกับจำนวน 2,149 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557







