
ปั้นเอสเอ็มอีเกษตรใหม่
หอการค้าฯ เร่งยกระดับเอสเอ็มอีด้านเกษตร หวังสร้างมูลค่า 3 แสนล้าน
หอการค้าฯ เร่งยกระดับเอสเอ็มอีด้านเกษตร หวังสร้างมูลค่า 3 แสนล้าน
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สภาหอการค้าไทย ได้เร่งยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้านสินค้าเกษตรผักและผลไม้ โดยใช้มาตรฐาน ThaiG P ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและไร้สารพิษ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว สภาหอการค้าไทยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนและเกษตรกรทำงานในโครงการประชารัฐ ซึ่งได้เริ่มทำในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว 17 ราย ตั้งเป้าภายในปี 2560 จะมีผู้ประกอบการ 50 ราย ได้รับรองมาตรฐาน ThaiGAP
“มาตรฐานดังกล่าว จะเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตเพื่อสามารถเพิ่มรายได้ และเป็นแหล่งผลิตป้อนตลาดท้องถิ่นเพื่อให้ทุกพื้นที่มีอาหารปลอดภัย หากอนาคตการผลิตของไทยพัฒนาไปสู่มาตรฐานเหล่านี้ ก็จะส่งผลให้สินค้าเกษตรกรไทยไปสู่ตลาดโลกได้กว้างขึ้น” นายอิสระ กล่าว
ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้รวบรวมมูลค่าผักและผลไม้ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศมีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท และมูลค่าส่งออกในตลาดโลกในปี 2557 มีมูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสินค้าผักผลไม้ในประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท/ปี หลังจากที่สภาหอการค้าไทยลงพื้นที่และร่วมทำโครงการกับทุกจังหวัดและนำมาตรฐาน ThaiGAP ไปใช้ ทำให้มูลค่าในปีนี้น่าจะโตถึง 3 แสนล้านบาท หรือทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8-1%
อย่างไรก็ตาม เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐานได้มากขึ้น จึงได้เตรียมออกมาตรฐาน Primary ThaiGAP ซึ่งจะไม่เข้มงวดเรื่องการใช้แรงงาน เนื่องจากเกษตรกรอาจใช้แรงงานจาก
ลูกหลานได้ ซึ่งการดำเนินการต่อไป สภาหอการค้าไทยจะเน้นในเชิงพื้นที่มากขึ้น ว่าแต่ละพื้นที่มีความต้องการสินค้าเกษตรด้านไหน ทางสภาหอการค้าไทยจะลงไปจับมือเกษตรกรในพื้นที่เพื่อผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ เป็นต้น
สำหรับแผนงานที่เป็น Quick Win ภายใน 6 เดือน ของคณะทำงานเกษตรสมัยใหม่ ได้แก่ 1.การส่งเสริม การสร้างอาชีพสร้างเสริมรายได้ (Cash Crop) โดยสร้างให้มีมาตรฐาน และการสอบกลับได้ โดยนำ Primary ThaiGAP มาใช้กับเกษตรกรรายเล็ก 2.การร่วมมือภาคเอกชนกับภาครัฐในการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า โดยการ Matching ธุรกิจเอกชนกับเกษตรกรในพื้นที่ อาจใช้ในรูปแบบ Social Enterprise และ 3.การพัฒนาสหกรณ์การเกษตรต้นแบบให้มี Smart Manager
นางนงนุช แก้วสุริยา ประธานกรรมการ บริษัท นุชชาไทยเมลอน กล่าวว่า ทำธุรกิจสวนแตงโมและเมลอน ราว 500 ไร่ เมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันขยายเครือข่ายผู้ปลูกออกไปประมาณ 2,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม นครพนม สุพรรณบุรี โดยให้เกษตรกรเข้าโครงการอบรมให้ความรู้ในการปลูกที่ได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรที่ปลูกประมาณ 5 ไร่ จะมีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาท/รอบการผลิต 160 วัน







