
แบงก์รัฐส่อกำไรลด
คลังสั่งแบงก์รัฐส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฯ ประเดิมก้อนแรกราว 3,000 ล้าน
คลังสั่งแบงก์รัฐส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฯ ประเดิมก้อนแรกราว 3,000 ล้าน
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ 4 แห่ง ที่รับเงินฝากจากประชาชน คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ จะเริ่มส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในอัตรา 0.18% ของเงินฝาก
สำหรับการนำส่งเงิน จะแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดแรกภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ อัตรา 0.9% และอีก 0.9% ในสิ้นเดือน ส.ค. คิดเป็นเงินที่ส่งเข้ากองทุนครั้งละ 2,000-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท จากฐานเงินฝากแบงก์รัฐ 4 แห่ง รวม 4 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ เงินที่นำส่งเข้ากองทุนจะนำไปฝากไว้ในแบงก์รัฐเหมือนเดิม เพื่อเก็บไว้เป็นสภาพคล่องของธนาคารเนื่องจากยังไม่มีเป้าหมายในการใช้เงินที่ชัดเจนในระยะอันใกล้นี้ โดยวัตถุประสงค์หลักของการใช้เงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแบงก์รัฐให้มีความแข็งแรงมั่นคง ส่วนใหญ่จะเป็นการใส่เงินเพื่อเพิ่มทุน แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนใช้เงินกองทุนเพิ่มทุนให้กับแบงก์รัฐ
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารเตรียมกันเงินเพื่อนำส่งกองทุนก้อนแรก โดยคำนวณจากฐานเงินฝากของปีก่อนที่ระดับ 1.97 ล้านล้านบาท คิดเป็นยอดจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนรอบเดือน ก.พ. ราว 1,600 ล้านบาท และรอบครึ่งหลังของปีคาดว่าจะนำส่งเพิ่มเป็น 1,800 ล้านบาท
“ยอมรับว่าการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนจะกระทบกับเป้าหมายทำกำไรทั้งปี โดยปี 2559 ธนาคารได้ลดเป้าหมายการทำกำไรเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปี 2558 ที่สามารถทำกำไรได้ 2.2 หมื่นล้านบาท” นายชาติชาย กล่าว
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในอัตรา 0.18% ต่อปี ของยอดเงินรับฝากของ 4 แบงก์ โดย ณ สิ้นปี 2558 ธนาคารออมสินมีฐานเงินฝาก 1.97 ล้านล้านบาท ธ.ก.ส.มีฐานเงินฝากที่ 1.19 ล้านล้านบาท ธอส.มีฐานเงินฝาก 7.26 แสนล้านบาท และไอแบงก์มีฐานเงินฝาก 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเงินประเดิมก้อนแรกที่ได้จากการสมทบเข้ากองทุนนี้ของแบงก์รัฐ 4 แห่งในปีนี้ เป็นเงินรวมแล้วราว 7,000 ล้านบาท







