
บรรษัทภิบาลกับบลจ.
เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวที่เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั่วไป คือ การที่ผู้บริหารระดับสูงสุดหลายท่านของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อการหาผลประโยชน์ในการซื้อขายหุ้น จนถูกสั่งปรับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งสังคมนักลงทุนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นบทลงโทษที่เบาเกินไป
เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวที่เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั่วไป คือ การที่ผู้บริหารระดับสูงสุดหลายท่านของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อการหาผลประโยชน์ในการซื้อขายหุ้น จนถูกสั่งปรับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งสังคมนักลงทุนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นบทลงโทษที่เบาเกินไป
ล่าสุด ก.ล.ต.ได้เขียนบทลงโทษให้หนักหนาขึ้น คือ นอกจากการปรับเป็นตัวเงินแล้ว ยังต้องให้กรรมการที่ไม่มีบรรษัทภิบาลที่ดีต้องลาออกจากการเป็นกรรมการด้วย ไม่นานมานี้คณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทดังกล่าวเพิ่งประชุมเสร็จ แล้วมีความเห็นสรุปได้ว่า “การกระทำดังกล่าวของผู้บริหารระดับสูงดังกล่าว เกิดจากการกระทำที่ไม่รอบคอบ โดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในกฎเกณฑ์ ก.ล.ต. และได้ยอมรับการปรับตามบทลงโทษของ ก.ล.ต.ไปแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมา กรรมการบริษัทดังกล่าวไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการขาดธรรมาภิบาล จึงเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ใช่เจตนาของบุคคลดังกล่าว
ดังนั้น การชำระเบี้ยปรับและบทลงโทษของ ก.ล.ต. ถือเป็นบทเรียนสำคัญแล้ว รวมทั้งได้กำชับตักเตือนถึงการกระทำดังกล่าว” นอกจากนี้บอร์ดเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ ที่ควรให้โอกาสแก่คณะกรรมการดังกล่าว และให้แต่งตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลเพื่อเพิ่มความรัดกุมมากขึ้นทางด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาลในทุกๆ ด้าน
อ่านจบแล้วนึกถึงคำพูดใครบางคนที่ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ยังไงไม่รู้ และหวังว่าหลักสูตรทางด้าน Good Governance ของ COD จะเน้น CG มากขึ้น อนึ่งการใช้ข้อมูลภายในเพื่อการซื้อขายของกรรมการบริหารบริษัทดังกล่าวครั้งนี้สร้างความสนใจไม่เพียงนักลงทุนเท่านั้น สังคมก็เกิดคำถามขึ้นมามากมาย นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการมีบรรษัทภิบาลที่ดี บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายๆ บริษัทมีการตื่นตัวในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ฝั่งสถาบันภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นสมาคม บลจ. คปภ. บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต กองทุนประกันสังคม รวมตัวกันเหนียวแน่น เพื่อกดดันบริษัทต่างๆ ที่ไม่มี CG ที่ดี โดยวันที่ 18 ก.พ.นี้ สมาคม บลจ.จะมีการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางของสมาคมเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติต่อกรณีดังกล่าว
ผมเองในฐานะเป็นทั้งนักลงทุนรายย่อยใน ตลท.และผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนต่างๆ อยากให้ทาง บลจ.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมเงินจากนักลงทุน ผู้ออมเงินทั้งรายย่อยและรายใหญ่ควรจะต้องทำตัวเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุนและสังคมในการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ให้เอาเปรียบนักลงทุนและผู้ออมเงิน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดๆ ดังต่อไปนี้
1.Insider Trading
2.ให้ข่าวหรือให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
3.ซื้อหรือขายสินทรัพย์สูง หรือต่ำกว่าราคาตลาด หรือราคาที่เหมาะสม เป็นจำนวนมาก
4.การออก ESOP หรือ Employee Stock Ownership Plan (โครงการสำหรับจูงใจให้พนักงานมีความรู้สึกว่าตนเองมีความเป็นเจ้าของบริษัทเช่นกัน) ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก และหรือจำนวนหุ้นที่ออกมากเกินไป
5.การออกหุ้นขายนักลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง (PP) ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ ให้กับกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถแสดงเหตุผลได้ชัดเจนว่า จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทได้อย่างไร
6.การผ่องถ่ายกำไรให้กับบริษัทในเครือ จากการที่มีรายการซื้อขายกับบริษัทในเครือในราคาที่ไม่ใช่ราคาตลาด
7.การทำ Treasury Stock โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ซื้อหุ้นไว้ในตลาดก่อนหน้าแล้วมาขออนุมัติการทำ Treasury Stock แล้วเอาเงินบริษัทมาซื้อหุ้นตัวเองใน ตลท.
8.การบิดเบือนผลประกอบการ เพื่อผลประโยชน์ของการสร้างราคาหุุ้นทั้งขึ้นและลง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมาต่อนักลงทุนที่ลงเชื่อตามงบการเงิน และเหตุผลประกอบการงบการเงินที่บิดเบือน
9.การเข้าซื้อกิจการบริษัทอื่นในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ฯลฯ
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมวันที่ 18 ก.พ.นี้ ของสมาคม บลจ. คงจะสร้างความเป็นบรรษัทภิบาลที่ดีในสังคมการลงทุน เพราะว่าถ้า บลจ.ทุกบริษัทจับมือให้ความร่วมมือกันเหนียวแน่นที่จะไม่ลงทุนทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ของบริษัทที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม น่าจะทำให้บริษัทต่างๆ คงต้องระมัดระวังพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการไม่มี Good Governance มิฉะนั้นราคาหุ้นก็จะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หุ้นกู้ก็ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ







