
'ไดว่า'รุกผนังสำเร็จรูป
ไดว่า อินดัสตรี ต่อยอดธุรกิจท่อเหล็กสู่ระบบผนังสำเร็จรูป รับธุรกิจเหล็กผันผวน วางเป้า 3 ปีขายพันล้าน
ไดว่า อินดัสตรี ต่อยอดธุรกิจท่อเหล็กสู่ระบบผนังสำเร็จรูป รับธุรกิจเหล็กผันผวน วางเป้า 3 ปีขายพันล้าน
นายศุภกิจ งามจิตรเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดว่า อินดัสตรี เปิดเผยว่า ธุรกิจเหล็กมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการเหล็กหลายรายต้องเร่งปรับตัว โดยพยายามหานวัตกรรมมาใช้ในการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าจากเดิมที่เป็นผู้ผลิตท่อเหล็กเคลือบกัลวาไนซ์และท่อร้อยสายไฟ ล่าสุดบริษัทได้ขยายไลน์ธุรกิจโดยนำโครงสร้างเหล็กมาใช้ในการก่อสร้างผนังระบบสำเร็จรูป หรือไดว่า โมดูล่าร์ ซิสเต็มส์ ซึ่งใช้เทคโนโลยี I-Retail เป็นการแก้ปัญหางานก่อสร้างขาดแคลน โดยใช้เวลาผลิตแล้วแต่แบบนาน 45-60 วัน และนำไปประกอบหน้างานประมาณ 7-10 วัน ต่างจากเดิมการก่อสร้างรูปแบบเดิมที่ใช้เวลานาน 4-5 เดือน
“ไดว่า อินดัสตรี ต้องการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยนำเหล็กมาใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งเตรียมทุ่มงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมก่อสร้างสำเร็จรูป ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องทำเลที่ตั้งว่าจะอยู่ใกล้กับทำเลเดิมสุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตท่อเหล็ก หรือจะก่อสร้างในที่ดินแปลงใหม่เนื้อที่ 30 ไร่ ที่ จ.ชลบุรี คาดว่าภายในปีนี้จะได้ข้อสรุป” นายศุภกิจ กล่าว
สำหรับระบบโมดูล่าร์ที่บริษัทนำมาใช้นั้นฝาผนังได้นำ EPS Foam (Expandable Polystyrene) หรือซีเมนต์โฟน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดสารซีเอฟซีมาใช้เป็นฉนวนป้องกันความร้อนและกักเก็บความเย็น สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อีกและสามารถออกแบบได้หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า
ทั้งนี้ กลยุทธ์การทำตลาดในช่วงเริ่มต้นนี้จะเน้นการขายระหว่างองค์กรกับองค์กร (Business to Business หรือบีทูบี) โดยจะเจาะกลุ่มร้านกาแฟพรีเมียมขนาดไม่เกิน 100 ตารางเมตร ซึ่งบริษัทได้เป็นพันธมิตรกับบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม ในการก่อสร้างร้านกาแฟแบรนด์อินทนิล ขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างร้านต้นแบบแห่งแรกภายใต้แนวคิด การ์เด้น ภายในปั๊มน้ำมันบางจากที่ถนนเพชรเกษม 61 จ.นครปฐม เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และยังอยู่ระหว่างการเจรจาเปิดสาขาเพิ่ม
นอกจากนี้ ยังเตรียมแผนเพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มบีทูบี และช่องทางขายไปยังผู้บริโภคโดยตรง (Business to Consumer หรือบีทูซี) ที่ดำเนินธุรกิจอาหาร คอนวีเนียนสโตร์ รีสอร์ท โรงแรมราคาประหยัด หรือโฮเต็ล รวมไปถึงการขยายตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี
นายศุภกิจ กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจท่อเหล็กกัลวาไนซ์และท่อร้อยสายไฟ ในปี 2558 มียอดขาย 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2557 ประมาณ 40% ขณะเดียวกันได้มีการส่งสินค้าออกต่างประเทศไปยังฟิลิปปินส์และตุรกี และเตรียมลงทุนเพิ่มอีก 300-400 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตท่อเหล็กและท่อร้อยสายไฟจากปัจจุบันอยู่ที่ 5 หมื่นตัน/ปี เป็น 8 หมื่นตัน/ปี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในปลายปี 2560
ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างในปีนี้คาดว่ายังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนแรงงานและวัสุดก่อสร้างที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจ







