
ปิดแกเขื่อนแก่งเสือเต้น ส่งเขื่อนแม่ยม ประกวดแทน
หลังจากกรมชลประทานว่าจ้างมหาวิทยาลัยมหิดลศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำยมทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว
ผลสรุปเบื้องต้นแม้จะเสร็จเพียง 80% แต่ก็ชัดเจนแล้วว่า แผนสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นอันล้มเลิกค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
หากแต่การพัฒนาลุ่มแม่น้ำยมเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรจะเปลี่ยนมาเป็นการสร้างเขื่อน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแม่น้ำยม และเขื่อนแม่น้ำยมตอนล่าง เนื่องจากส่งผลกระทบรอบด้านน้อยกว่า โดยเฉพาะแรงต้านจากชุมชน
ยิ่งไปกว่านั้น คือ ไม่ต้องแลกกับพื้นที่ป่าสักทองผืนสุดท้ายในอุทยานแห่งชาติแม่ยม ที่บางส่วนจะจมหายไปใต้ผืนน้ำ หากดันทุรังสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
ในการศึกษานั้นได้ทำมาตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 25524 มิ.ย. 2553 ผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ดี รูปแบบการศึกษาวิจัยไม่ได้จำกัดเฉพาะโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น หากแต่เปิดกว้างให้ศึกษาถึงความจำเป็นในการ สร้างเขื่อนและทางเลือกอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาน้ำในระยะยาว เพราะประเทศไทยถกเถียงในเรื่องเขื่อนนี้มากว่าสิบปี
สรุปรายละเอียดในการศึกษา ประกอบด้วย
1.สภาพปัญหาน้ำในลุ่มน้ำแม่ยม พบว่าประกอบด้วยปัญหาอุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ
ปัญหาอุทกภัย ในลุ่มแม่น้ำยมตอนบน ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบน้ำหลากและดินโคลนถล่ม ปัญหาน้ำไหลล้นตลิ่งและท่วมขังบ้างเล็กน้อย มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม 50% ของพื้นที่มากกว่า 3 ล้านไร่
แม่น้ำยมตอนล่าง สภาพปัญหาน้ำไหลล้นตลิ่งและท่วมขังในที่ราบลุ่มทุกปี บริเวณเขต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และ จ.พิจิตร พื้นที่รวม 2.16 ล้านไร่
ปัญหาน้ำแล้ง แยกเป็นขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค เฉลี่ย 6% ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร 60%
ปัญหาคุณภาพน้ำ เกิดในบริเวณพื้นที่ อ.เมือง จ.สุโขทัย มีน้ำเสียในชุมชน และที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีสารปนเปื้อนจากสารอินทรีย์
2.การแก้ไขปัญหา จำเป็นต้องดำเนินการครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงการทั้งขนาด กลางและขนาดใหญ่ โครงการแก้มลิง โครงการผันน้ำหลาก การจัดหาพื้นที่น้ำท่วม การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อรองรับผู้ได้รับผลกระทบ
โครงการขนาดกลางและขนาดย่อมที่จะใช้เสริมศักยภาพมี 57 โครงการ ความจุเก็บกักน้ำรวม 549 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 4.9 แสนไร่ เป็นโครงการของกรมชลประทาน 29 โครงการ และโครงการของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 28 โครงการ
โครงการขนาดใหญ่ ศึกษาไว้ 4 แนวทาง คือ
1.โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเดิม ที่ระดับความสูง 258 ม.รทก. (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง) ความจุน้ำ 1,175 ล้าน ลบ.ม.
2.โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเดิม ลดระดับ 230 ม.รทก. ความจุน้ำ 172 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน ระดับ 258 ม.รทม. ความจุ 166 ล้าน ลบ.ม. รวมความจุน้ำ 388 ล้าน ลบ.ม.
3.โครงการเขื่อนห้วยสักเดิม ความสูง 230 ม.รทม. ความจุ 423 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน 258 ม.รทก. ความจุน้ำ 166 ล้าน ลบ.ม. ความจุน้ำรวม 589 ล้าน ลบ.ม.
4.โครงการเขื่อนแม่น้ำยม ระดับ 230 ม.รทม. ความจุน้ำ 588 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน ระดับ 258 ม.รทก. ความจุ 166 ล้าน ลบ.ม. ความจุน้ำรวม 754 ล้าน ลบ.ม.
ทั้ง 4 โครงการที่ว่ามานี้ ในผลศึกษาชี้ว่าโครงการที่ 4 เหมาะสมที่สุด ใช้งบประมาณดำเนินการ 2 เขื่อน 18,735 ล้านบาท โดยเขื่อนแม่น้ำยมงบก่อสร้าง 9,772 ล้านบาท จะปิดกั้นแม่น้ำยมท้ายน้ำเขื่อนห้วยสักประมาณ 4 กิโลเมตร ที่ ต.เตาปูน อ.สอง จ.แพร่
เขื่อนแม่น้ำยมตอนบนมูลค่าก่อสร้าง 4,957 ล้านบาท เป็นเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำยมที่ตั้งอยู่เหนือบ้านดอนชัยสักทองประมาณ 2 กม. ที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
“ ผลการศึกษาพบว่าแนวทางที่4 การพัฒนาเขื่อนแม่ยมและเขื่อนแม่น้ำยมตอนบนมีความเหมาะสมที่สุดในด้าน ผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีน้อย โดยพบว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นเดิมที่ความสูง 258 ม.รทก. งบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เก็บ น้ำได้ 1.1 พันล้านลบ.ม. พื้นที่น้ำท่วม 66.78 ตร.กม. สภาพพื้นที่ป่าเบญจพรรณ ป่าสัก มีความหนาแน่นพอสมควร น้ำท่วมที่อยู่อาศัย 3 หมู่บ้าน 857 หลังคาเรือน น้ำท่วมที่ดินทำกินกว่า 15 ตร.กม. ในขณะที่หากลดระดับลงมาที่ 230 ม.รทก. เขื่อนแก่งเสือเต้นจะเก็บน้ำได้เพียง 171 ล้านลบ.ม. ไม่มีหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม งบประมาณก่อสร้าง 5.1 พันล้านลบ.ม. แต่กรณีการสร้างเขื่อนแม่น้ำยมที่ระดับ 230ม.รทก. ความจุน้ำ 588 ล้านลบ.ม. พื้นที่ น้ำท่วมสูงสุด 37 ตร.กม.งบประมาณ 9.7 พันล้านบาท ไม่มีหมู่บ้านโดนน้ำท่วม แต่มีบ้านโดนน้ำท่วม 10 หลังคาเรือน และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน ความจุน้ำ 166 ล้านลบ.ม. พื้นที่น้ำท่วมสูงสุด 17 ตร.กม. งบประมาณก่อสร้าง4.9 พันล้านบาท”ผลสรุปดังกล่าวหลังศึกษาเสร็จสมบูรณ์ คณะศึกษาจะเสนอกรมชลประทาน เพื่อให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พิจารณา และจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ต่อไป เนื่องจากขณะนี้ข้อเท็จจริงได้เปลี่ยนไปมาก โดยประเด็นเฉพาะผลกระทบ จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน
เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ ตามขั้นตอนจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดอีกครั้งว่า 2 เขื่อนดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน อย่างไร
โดยเฉพาะภาคประชาชนที่หลายฝ่ายยังแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จากข้อมูลชุดเดิมที่มุ่งแต่เน้นทางเลือกในการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเพียงแนวทางเดียว เนื่องจากเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ต้องตัดป่าในพื้นที่กว้าง และก่อให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมค่อนข้างมากเช่นกัน จึงเกิดแรงต่อต้านทั้งจากประชาชนในท้องที่และเครือข่ายองค์กรอิสระ แต่เมื่อผลศึกษาใหม่มีทางเลือกที่ดีขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าขั้นตอนในการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจกับสาธารณะจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ หรือจะซ้ำรอยเดิมกับเขื่อนแก่งเสือเต้นอีก







