posttoday
การต่อยอดจากโครงการระบบชำระเงิน ที่ภาครัฐกำลังพัฒนา...มาสู่การกู้ยืมเงินในแบบใหม่

การต่อยอดจากโครงการระบบชำระเงิน ที่ภาครัฐกำลังพัฒนา...มาสู่การกู้ยืมเงินในแบบใหม่

15 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

จ ากข้อมูลที่ผมได้รับการส่งต่อกันมาโดยมีการอ้างอิงที่มาจากนิตยสารและข่าวสารเกี่ยวกับแผน National E-Payment ที่มีการคิดการฝันมาอย่างยาวนานในอดีต ขณะที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ได้สั่งการเดินหน้า National E-Payment ให้แล้วเสร็จใน 1 ปีครึ่ง (ในปี 2560 เราน่าจะได้เห็นความครบสมบูรณ์) เรื่องดังกล่าวดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์หลักที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Economy

ความคิดความเห็นที่ว่าใครที่ชอบพกบัตรหลายใบ เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรรถไฟฟ้าบนดิน ทำไมไม่ทำให้เหลือใบเดียว แล้วใช้เป็นศูนย์กลาง ภายใต้โครงการ National E-Payment ปัญหาดังกล่าวที่ยกมาแบบคันหัวใจคงจะ น่าจะ... ไม่ใช่อีกต่อไป

โครงการดังกล่าวน่าจะมีการแยกออกมาเป็นส่วนๆ 5 ข้อดังนี้

1.Any ID โครงการนี้ตรงตามชื่อเลย คือ เอา ID มาใช้ในการทำธุรกรรม เช่น โอนเงิน จ่ายเงิน ชำระค่าบริการทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ในตอนเริ่มจะใช้กับเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ไปผูกกับบัญชีที่มีอยู่กับธนาคาร โดยกำหนดกันว่าในไตรมาส 2 จะมีการเปิดให้ประชาชนไปลงทะเบียนใช้ E-Payment กันให้ได้ โดยในเดือน ก.ย. 2559 โครงการที่ 1 : Any ID น่าจะแล้วเสร็จ เนื่องจากปัจจุบันมีการดำเนินโครงการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคาร และธนาคารพาณิชย์ ให้เร่งนำรับระบบ E-Payment ไปปรับใช้

2.ติดตั้งเครื่องรับ E-Payment หรือภาษาชาวบ้านคือ เครื่องรูดบัตร (EDC) เครื่องเสียบบัตร เพื่ออ่านข้อมูล ส่งข้อมูล รับข้อมูลในการทำรายการต่างๆ เมื่อทุกคนมีบัตรก็ต้องมีการขยายการเข้าถึง โดยจะเพิ่มปริมาณเครื่องรูดบัตร เครื่องเสียบบัตร หรือ EDC ให้เป็น 2 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 แสนเครื่อง ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ร้านค้าเป็นต้นจากการเปิดเผยเบื้องต้นระบุว่า “มูลค่าการชำระเงินขั้นต่ำ คือ 20 บาทขึ้นไป หรือการจะซื้อ จะจ่ายโดยใช้บัตรที่มียอด 20บาทขึ้นไปสามารถทำได้”

3.ระบบภาษีของกรมสรรพากร การใช้ National E-Payment จะช่วยทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลดีขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ไม่เสียภาษี หรือเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy) อย่างขายของออนไลน์ต้องเข้าสู่ระบบมากขึ้น และเมื่อรวมกับนโยบายหนึ่ง SME หนึ่งบัญชีก็น่าจะทำให้ E-Payment เป็นรูป เป็นร่างที่สมบูรณ์มากขึ้น

4.นำ E-Payment มาใช้กับภาครัฐที่เราๆ ท่านๆ ต้องไปใช้บริการ การนำระบบ E-Payment มาใช้กับองค์กรภาครัฐจะช่วยให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น และต่อไปสำเนาเอกสารคงไม่จำเป็นอีกต่อไป บัตรประชาชนใบเดียวจบ ไปเสียค่าปรับที่โรงพัก 500 บาทตามใบสั่ง เอาบัตรประชาชนไปเสียบเข้ากับเครื่อง EDC ตัดบัญชีจากธนาคารของตัวเรา เข้าบัญชีธนาคารของตำรวจได้เลย มีเอกสารชัดเจน ตรวจสอบได้ เผลอๆ ตำรวจจราจรมีเครื่อง EDC แบบพกพาไปปรับ ไปโอนเงิน ณ จุดที่เกิดเหตุให้มีการปรับได้เลย

5.ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ โครงการสุดท้าย คือ การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วภูมิภาค ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ ได้เห็นประโยชน์จาก E-Payment และมอบสิทธิประโยชน์ เช่น การขึ้นรถเมล์ฟรี ให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำอย่างแท้จริง

เชื่อว่าหลังจากที่เริ่มมีการใช้จริงจัง ทุกวงการต้องมีการตื่นตัวกันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก รวมถึงวงการการตลาดที่ตอนนี้กำลังวางแผนกันอยู่แน่ สำหรับผู้บริโภคก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้น ง่ายขึ้น และเสียเงินได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล