
คลังตามติด ปัญหาชีวิตแบงก์รัฐ
การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) 2 แห่ง ที่ยังมีปัญหาทุนไม่เพียงพอ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) 2 แห่ง ที่ยังมีปัญหาทุนไม่เพียงพอ และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูง ของกระทรวงการคลังยังไม่แล้วเสร็จเสียที แต่ก็มีความ
คืบหน้าเป็นลำดับ เนื่องจากได้มีการให้ทำแผนและดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูที่วางไว้ แต่จะเป็นไปตามแผนหรือไม่ ต้องติดตามประเมินผล
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยแนวทางการกำกับแบงก์รัฐว่า จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะผู้ออกนโยบาย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแล และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่
สำหรับหน้าที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือการเสนอว่าต้องการให้แบงก์รัฐมีบทบาทไปในแนวทางไหน ซึ่งในกรณีแบงก์รัฐ 2 แห่งที่อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟู ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ได้กำหนดให้เดินตามกรอบแผนฟื้นฟูที่เสนอผ่านความเห็นชอบจากซูเปอร์บอร์ดไว้
ทั้งนี้ ในส่วนของเอสเอ็มอีแบงก์เน้น 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ การเร่งแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ที่มีอยู่กว่า 2.3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 26% ของยอดสินเชื่อรวม และการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ขอสินเชื่อไม่เกิน 15 ล้านบาท/รายมากขึ้น
ขณะที่ไอแบงก์ให้เร่งเรื่องการหาพันธมิตรใหม่ตามที่ได้เสนอให้ซูเปอร์บอร์ดเห็นชอบไปแล้วว่า จะต้องเร่งดำเนินการหาพันธมิตรใหม่ให้ได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือนจากนี้ รวมทั้งต้องทำเรื่องการแยกหนี้ดีและเสีย ซึ่งในส่วนของการแยกหนี้เสียกว่า 4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ทาง สคร.อยู่ระหว่างการหาแนวทางจัดตั้งเอเอ็มซีขึ้น ซึ่งอาจจะใช้แนวทางให้คลังตั้งเอเอ็มซีแล้วจ้างเอกชนมาบริหาร คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือน พร้อมกันกับเรื่องข้อสรุปในการหาพันธมิตรใหม่
“เรื่องพันธมิตรใหม่กับเอเอ็มซีต้องทำควบคู่กัน เพราะเป็นส่วนของข้อเจรจาที่ผู้ถือหุ้นใหม่ต้องรับทราบ ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องเข้าไปจัดการเรื่องหนี้เสียก้อนนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อผู้ถือหุ้นใหม่ด้วย ส่วนเรื่องจะกระทบกับเงินกองทุน หรือต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอย่างไรนั้น จะขึ้นอยู่ที่ราคารับซื้อด้วยว่าเท่าไร ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุปตอนนี้” เอกนิติ กล่าว
ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ ประธานกรรมการไอแบงก์ ระบุว่า ขณะนี้ไอแบงก์อยู่ระหว่างการให้ที่ปรึกษาทางการเงินเจรจากับสถาบันการเงินที่สนใจเข้าร่วมทุนกับไอแบงก์ ซึ่งที่ผ่านมามีคนแสดงความสนใจมากกว่า 10 ราย หากการเจรจาบรรลุข้อตกลง กระทรวงการคลังจะขายหุ้นให้พันธมิตร ซึ่งอาจจะมีเพียง 1 ราย หรือหลายราย โดยกระทรวงการคลังจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามหลักศาสนาให้ผู้ถือหุ้นใหม่ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังและธนาคารออมสินถือหุ้นในธนาคารมากกว่า 88% และคาดว่าหลังมีพันธมิตรใหม่ สัดส่วนหุ้นของกระทรวงการคลังจะเหลือไม่น้อยกว่า 25.5% เพื่อรักษาสิทธิในการออกเสียงแย้งในที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารได้
มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า การให้ ธปท.เข้ามากำหนดหลักเกณฑ์ กำกับ และตรวจการทำงานของแบงก์รัฐเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมา ธปท.เป็นผู้ตรวจการทำงานของแบงก์รัฐอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม การทำงานของแบงก์รัฐรวมถึงเอสเอ็มอีก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับของ สคร. ในฐานะผู้ถือหุ้น และ สศค. ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเร็วๆ นี้ ทั้ง 3 หน่วยงานจะมีการลงบันทึกความเข้าใจ ให้การกำกับดูแลแบงก์รัฐเป็นเอกภาพเดียวกัน หลังจากนั้น ธปท.จะต้องหารือกับแบงก์รัฐแต่ละแห่ง เพื่อกำหนดวิธีการกำกับดูแลแต่ละแห่งให้สอดคล้องกับพันธกิจของการจัดตั้งแบงก์รัฐแต่ละแห่ง
มงคล กล่าวว่า ธปท.จะมีการออกประกาศหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลแบงก์ 24 ฉบับ ซึ่งจะทยอยออกมา เช่น การดำรงกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ที่ 8.5% ไม่จำเป็นต้องตั้งมากเหมือนธนาคารพาณิชย์ที่ต้องดำรงขั้นต่ำ 12% และหากดำรงไม่ถึงก็จะมีเงื่อนไขเข้าไปกำกับดูแล แต่ในส่วนของแบงก์รัฐไม่มี เพราะถือว่าเป็นธนาคารที่ไม่ได้ดำเนินการหวังผลกำไร







